สมาคมเพื่อนร่วมประสบการณ์ ชี้! หน่วยบริการ ‘มาตรา 3 บัตรทอง’ ต้นแบบฟื้นฟูจิตเวชที่เคารพสิทธิ
สมาคมเพื่อนร่วมประสบการณ์ ยก “หน่วยบริการตามมาตรา 3” ในระบบบัตรทอง ตัวอย่างบริการฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวชและคนพิการทางจิตสังคม เน้นเคารพสิทธิมนุษยชน ใช้กระบวนการเพื่อนร่วมประสบการณ์ ช่วยสร้างความหวังและความมั่นใจกลับไปใช้ชีวิต พร้อมเสนอ สปสช. ขยายการดูแลในชุมชน และสร้างความรู้ด้านสุขภาพจิตให้ผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม
น.ส.เครือวัลย์ เที่ยงธรรม นายกสมาคมเพื่อนร่วมประสบการณ์ และผู้ขับเคลื่อนงานเพื่อนร่วมประสบการณ์ด้านจิตเวชในประเทศไทย เปิดเผยว่า การดูแลผู้ป่วยจิตเวชและคนพิการทางจิตสังคมควรให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรี สิทธิ และการมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง โดยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) มีศูนย์ฟื้นฟูที่เป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 ใช้แนวทางดังกล่าว ช่วยให้ผู้รับบริการฟื้นความมั่นใจและกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้
บริการเหล่านี้เน้นการฟื้นฟูด้านจิตใจและสังคม ผ่านการรับฟัง การสื่อสาร กิจกรรมศิลปะ และกระบวนการเพื่อนร่วมประสบการณ์ หรือ Peer Support เพื่อช่วยให้ผู้รับบริการเห็นคุณค่าของตนเอง เข้าใจสิทธิ และมีความหวังในการดำเนินชีวิต ทั้งการกลับไปเรียน การทำงาน และการมีส่วนร่วมกับครอบครัวหรือชุมชน
น.ส.เครือวัลย์ กล่าวว่า ผู้ทำหน้าที่เพื่อนร่วมประสบการณ์เป็นผู้ที่เคยเผชิญปัญหาทางจิตเวช ผ่านกระบวนการฟื้นฟูและได้รับการฝึกอบรม จึงมีความเข้าใจความรู้สึกของผู้รับบริการ สามารถรับฟังและช่วยเชื่อมความเข้าใจระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว นักวิชาชีพ และชุมชนได้ การสนับสนุนลักษณะนี้ช่วยให้ผู้รับบริการมีพื้นที่พูดคุยและร่วมค้นหาทางออกที่เหมาะกับตนเอง
“ต้องขอบคุณ สปสช. ที่สนับสนุนบริการในลักษณะนี้” น.ส.เครือวัลย์กล่าว พร้อมระบุว่า หน่วยบริการเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นความเป็นไปได้ของการดูแลที่เคารพสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และหวังว่าจะมีการสนับสนุนให้เกิดบริการฟื้นฟูในชุมชนมากขึ้น โดยความร่วมมือของ สปสช. กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และกรมสุขภาพจิต” น.ส.เครือวัลย์ กล่าว
น.ส.เครือวัลย์ กล่าวด้วยว่า ขอยกตัวอย่างผู้รับบริการที่เคยมีความขัดแย้งรุนแรงกับครอบครัว เมื่อผ่านกระบวนการเพื่อนร่วมประสบการณ์ ได้ฟื้นความรู้สึกและความสัมพันธ์จนกลับมาคืนดีกัน หรืออีกกรณีเป็นผู้ที่อยู่ในโรงพยาบาลนาน 5 ปี ก่อนเข้ารับการฟื้นฟูที่ Living Recovery Center ประมาณ 2 ปี และสามารถกลับไปเรียนจนจบปริญญาตรี และมีงานทำได้ เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนโอกาสในการกลับมาใช้ชีวิต เมื่อมีการดูแลและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมรองรับ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนกรณีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งที่ปรากฏภาพการใช้เตียงกรงและถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อ เป็นเหตุการณ์ที่สังคมควรนำมาทบทวนแนวทางดูแลผู้ป่วยจิตเวชและคนพิการทางจิตสังคม โดยเฉพาะการควบคุม บังคับ และตัดสินใจแทนผู้รับบริการ ซึ่งอาจสร้างความทุกข์และบาดแผลทางอารมณ์
น.ส.เครือวัลย์ กล่าวด้วยว่า ในฐานะผู้มีประสบการณ์เจ็บป่วยทางจิตเวช เห็นว่าการฟื้นฟูควรเริ่มจากการเคารพความเป็นบุคคล รับฟังความต้องการ และเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการมีส่วนร่วม โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ หรือ CRPD ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ครอบครัวและผู้ดูแล เพื่อให้การช่วยเหลือสนับสนุนการฟื้นตัวและการใช้ชีวิตของผู้ป่วย
นอกจากนี้ สิ่งที่ควรพัฒนาเพิ่มเติมคือความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพจิตของประชาชน ให้รู้จักสัญญาณปัญหา วิธีดูแลตนเอง และช่องทางขอความช่วยเหลือ รวมถึงส่งเสริมสุขภาพจิตศึกษาอย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีความรู้สำหรับรับมือกับความเจ็บป่วยและภาวะวิกฤต
น.ส.เครือวัลย์ กล่าวเสริมด้วยว่า ช่วงที่ตนเองเริ่มเจ็บป่วยยังไม่เข้าใจวิธีดูแลตนเอง และป่วยซ้ำหลายครั้ง แต่หลังเรียนรู้สุขภาพจิตศึกษาหลักสูตรสายใยครอบครัว ทำให้เข้าใจปัจจัยที่ช่วยให้ฟื้นตัวและดูแลตนเองได้ดีขึ้น โดยเธอระบุว่าสามารถดูแลตนเองโดยไม่ป่วยซ้ำมานานกว่า 20 ปี จึงเห็นความสำคัญของการให้ความรู้ควบคู่กับการรักษาและฟื้นฟู
นอกจากนี้ อยากเสนอให้เรียนรู้แนวทางการดูแลที่เปิดพื้นที่รับฟังและพูดคุยร่วมกันระหว่างผู้ประสบปัญหา ครอบครัว และทีมช่วยเหลือ เช่น แนวทาง Open Dialogue เพื่อร่วมค้นหาทางออกก่อนปัญหารุนแรง และพัฒนาการสนับสนุนที่เหมาะกับบริบทของแต่ละคน
“การสนับสนุนหน่วยบริการฟื้นฟูตามมาตรา 3 ในระบบบัตรทองเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเพิ่มทางเลือกในการดูแลที่เคารพสิทธิ หากขยายบริการในชุมชนและกระบวนการเพื่อนร่วมประสบการณ์ควบคู่กับความร่วมมือของครอบครัวและนักวิชาชีพ จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยจิตเวชและคนพิการทางจิตสังคมกลับไปเรียน ทำงาน และมีส่วนร่วมในสังคมได้ โดยมีความหวังและสามารถกำหนดทิศทางชีวิตของตนเองได้มากขึ้น” น.ส.เครือวัลย์ กล่าว




