ภาคีเครือข่ายคนพิการ เสนอ ‘บริการ ม. 3 บัตรทอง’ เชื่อมสุขภาพ-สังคม-ชุมชน

ภาคีเครือข่ายคนพิการ เสนอ ‘บริการ ม. 3 บัตรทอง’ เชื่อมสุขภาพ-สังคม-ชุมชน

ภาคีเครือข่ายคนพิการและผู้เชี่ยวชาญ เสนอ สปสช. กำหนดกรอบบริการหน่วยบริการตามมาตรา 3 ให้ชัดเจน แยกบทบาทจากวิชาชีพและกองทุนอื่น พร้อมพัฒนามาตรฐานที่ยืดหยุ่น รักษาจุดแข็งการดูแลแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มการเข้าถึงบริการของคนพิการทั่วประเทศ

เครือข่ายคนพิการและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สะท้อนทิศทางการพัฒนาหน่วยบริการภาคประชาชนตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เสนอให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทบทวนโดยกำหนดกรอบบริการให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับบริการวิชาชีพหรือกองทุนอื่น ขณะเดียวกันต้องรักษาจุดแข็งของภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลคนพิการแบบใกล้ชิด เข้าใจบริบทชีวิต และช่วยเติมเต็มช่องว่างที่ระบบบริการปกติยังเข้าไม่ถึง

ภาคีเครือข่ายคนพิการ เสนอ ‘บริการ ม. 3 บัตรทอง’ เชื่อมสุขภาพ-สังคม-ชุมชน

นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) เปิดเผยว่า การจัดบริการโดยเครือข่ายผู้ปกครองและภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนออทิสติกมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี ปัจจุบันมีศูนย์บริการคนพิการออทิสติก ศูนย์ส่งเสริมทักษะชีวิต และศูนย์อาชีพออทิสติกไทย รวม 54 แห่งทั่วประเทศ ดูแลเด็กออทิสติกเฉลี่ยวันละ 1,000-1,200 คน พร้อมช่วยผลักดันตั้งแต่การพัฒนาทักษะ การศึกษา ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพและการจ้างงาน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเครือข่ายออทิสติกได้เปลี่ยนมุมมองของสังคม จากเดิมที่เชื่อว่าเด็กออทิสติกไม่สามารถพัฒนาได้ สู่การสร้างความเข้าใจใหม่ว่า เด็กออทิสติกสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทั้งด้านการศึกษา การใช้ชีวิต และการเข้าสู่ตลาดแรงงาน ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนาฐานข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม STS เพื่อช่วยติดตามและเชื่อมโยงการดูแลกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ร่วมกับภาคเอกชนและเครือข่ายต่างๆ

นายชูศักดิ์กล่าวด้วยว่า หัวใจสำคัญของหน่วยบริการตามมาตรา 3 คือ การทำงานแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” และการสนับสนุนโดยครอบครัวหรือผู้มีประสบการณ์ตรง ซึ่งแตกต่างจากบริการโดยวิชาชีพ จึงควรกำหนดขอบเขตบทบาทให้ชัด เช่น การรักษาหรือฟื้นฟูเฉพาะทางยังเป็นหน้าที่ของนักวิชาชีพ ขณะที่การส่งเสริมพัฒนาการ การใช้ชีวิต หรือการดูแลต่อเนื่องในชุมชน เป็นส่วนที่ภาคประชาชนสามารถเข้ามาเติมเต็มได้

“สิ่งสำคัญคือการทำให้ระบบต่าง ๆ เชื่อมโยงและเสริมกัน ไม่ใช่ซ้ำซ้อนกัน ทั้งระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนคนพิการ และหน่วยงานด้านสังคม เพื่อให้คนพิการเข้าถึงบริการได้ครบวงจรมากขึ้น” นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) กล่าว

ด้าน นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ประธานคณะทำงานกลุ่มคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน กล่าวว่า หน่วยบริการตามมาตรา 3 ควรยึดหลักการเป็นบริการที่ช่วยเติมเต็มในส่วนที่หน่วยบริการหลักยังดูแลได้ไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางหรือคนพิการที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพ

อย่างไรก็ดี แม้ว่ามาตรฐานจะเป็นเรื่องจำเป็น แต่การออกแบบมาตรฐานนั้น ต้องไม่แข็งตัวจนทำให้เครือข่ายภาคประชาชนทำงานได้ยาก หรือสูญเสียอัตลักษณ์ของการทำงานใกล้ชิดชุมชน เพราะจุดแข็งของภาคประชาชนคือความเข้าใจปัญหาจากประสบการณ์จริง และเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยอุดช่องว่างของระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่บุคลากรวิชาชีพยังมีไม่เพียงพอ

ภาคีเครือข่ายคนพิการ เสนอ ‘บริการ ม. 3 บัตรทอง’ เชื่อมสุขภาพ-สังคม-ชุมชน

“ภาคประชาชนไม่ใช่เพียงผู้รับบริการเท่านั้น แต่เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนระบบสุขภาพให้เข้าถึงคนตัวเล็กตัวน้อยมากขึ้น” ประธานคณะทำงานกลุ่มคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน กล่าว

ขณะที่ พญ.วัชรา ริ้วไพบูลย์ วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวว่า ระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง ไม่ได้มีเฉพาะบริการโดยวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังต้องมี “ระบบสุขภาพภาคประชาชน” ที่ช่วยสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ สนับสนุนการดูแลกันเองในชุมชน และช่วยให้คนพิการสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ ดังนั้น หน่วยบริการภาคประชาชนตามมาตรา 3 จึงเป็นกลไกสำคัญในการเติมเต็มส่วนที่ระบบบริการปกติยังเข้าไม่ถึง เช่น การสร้างกำลังใจ การวางแผนชีวิต การฟื้นฟูความมั่นใจ และการใช้ประสบการณ์ตรงมาช่วยดูแลกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่าและผลลัพธ์ของระบบสุขภาพในระยะยาว

ดร.นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า สปสช. ให้ความสำคัญกับการจัดบริการโดยภาคประชาชนตามมาตรา 3 ทั้ง 7 ประเภท เพราะเป็นบริการที่ทำงานควบคู่กับระบบบริการหลัก ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการของกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะคนพิการซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 8-9 ล้านคนทั่วประเทศ

สำหรับทิศทางการทำงานของ สปสช. ในการขับเคลื่อนนั้น คือการสนับสนุนให้หน่วยบริการภาคประชาชนพัฒนาไปสู่การให้บริการแบบครบวงจร หรือ complete service ผ่านการทำงานร่วมกับภาควิชาชีพ ภาควิชาการ ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมบริการสุขภาพ สังคม และการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ สปสช. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกกำกับคุณภาพมาตรฐานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน โดยเน้นการประเมินเพื่อเสริมพลังและพัฒนาคุณภาพบริการ มากกว่าการควบคุมแบบแข็งตัวหรือมุ่งจับผิด เพื่อให้หน่วยบริการภาคประชาชนสามารถเติบโตและทำงานร่วมกับระบบสุขภาพได้อย่างยั่งยืน

ขอบคุณ... https://www.thecoverage.info/news/content/11337

ที่มา: thecoverage.info/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย 15 พ.ค. 69
วันที่โพสต์: 15/05/2569 เวลา 14:26:42 ดูภาพสไลด์โชว์ ภาคีเครือข่ายคนพิการ เสนอ ‘บริการ ม. 3 บัตรทอง’ เชื่อมสุขภาพ-สังคม-ชุมชน