หัวใจไม่ยอมแพ้แม้จะไร้แขนขา ‘น่อลุกกู ธนตาลกนก’ น่าทึ่ง!! ปราชญ์ผ้าปกาเกอะญอ

หัวใจไม่ยอมแพ้แม้จะไร้แขนขา ‘น่อลุกกู ธนตาลกนก’ น่าทึ่ง!! ปราชญ์ผ้าปกาเกอะญอ

เรื่องราวของหญิงวัย 55 ปีเศษคนหนึ่ง ที่ถึงแม้จะ “พิการแขน-ขา” แต่กลับ สามารถ “รังสรรค์ผืนผ้าได้สวยงาม” อย่างน่ามหัศจรรย์ ผ่านหัวใจดวงน้อย ๆ และความทุ่มเทของเธอ ที่ค่อย ๆ ถักทอเส้นไหมทีละเส้น...ทีละเส้น

ท่ามกลางขุนเขาและสายหมอกที่ปกคลุมทั้งปี ที่ “ชุมชนบ้านแพะ ต.แม่ตื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก” ภายใน “หมู่บ้านปกาเกอะญอ” เล็ก ๆ อันห่างไกล กลับเปล่งประกายเรื่องราวที่ชูบชูใจใครหลาย ๆ คนได้ กับเรื่องราวของหญิงวัย 55 ปีเศษคนหนึ่ง ที่ถึงแม้จะ “พิการแขน-ขา”แต่กลับ สามารถ “รังสรรค์ผืนผ้าได้สวยงาม” อย่างน่ามหัศจรรย์ ผ่านหัวใจดวงน้อย ๆ และความทุ่มเทของเธอ ที่ค่อย ๆ ถักทอเส้นไหมทีละเส้น…ทีละเส้น… ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” อยากนำเรื่องราวมาเล่าสู่

หัวใจไม่ยอมแพ้แม้จะไร้แขนขา ‘น่อลุกกู ธนตาลกนก’ น่าทึ่ง!! ปราชญ์ผ้าปกาเกอะญอ

“น่อลุกกู ธนตาลกนก” คือชื่อของเธอคนนี้ โดยเธออาศัยอยู่ในชุมชนบ้านแพะ และได้รับการยอมรับว่าเป็น “ปราชญ์ผ้าทอ” โดยได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ตากโดย “ทีมวิถีชีวิต” ได้รับรู้เรื่องราวเธอคนนี้จากการจัดงานวันคนพิการสากล 3 ธ.ค. 2568 ซึ่งปราชญ์ผ้าทอรายนี้ได้รับเชิญร่วมงานดังกล่าว ในฐานะสมาชิกโครงการส่งเสริมอาชีพหม่อนไหมสู่เกษตรกรคนพิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ช่วยถอดความการสนทนา เนื่องจากเธอพูดได้แต่ภาษาปกาเกอะญอ พูดภาษาไทยไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่เราจะได้รับรู้เรื่องราวของเธอ ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้เราทึ่งคือ “พลังหัวใจ” ของเธอ ที่แม้จะพิการแขนขา แต่กลับทอผ้าได้อย่างคล่องแคล่วไม่ต่างจากช่างทอผ้าฝีมือดีที่ร่างกายสมบูรณ์ โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ให้ข้อมูลว่า เธอใช้เวลาแค่ 3 วัน ในการทอผ้าและตัดเย็บจนเป็นย่าม 1 ใบ ซึ่งเป็นความเร็วปกติของช่างทอที่มีแขนขาครบถ้วน สะท้อนว่าความพิการไม่ได้เป็นอุปสรรคอย่างใดกับเธอเลย

ปราชญ์ผ้าทอแห่งบ้านแพะ จ.ตาก เล่าชีวิตเธอให้ฟังผ่านล่ามว่า ครอบครัวเธอมีพี่น้อง 10 คน โดยพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก ๆ เธอจึงเติบโตมาด้วยการดูแลกันของพี่น้อง ต่อมาพี่น้องบางคนก็แยกย้ายไปสร้างครอบครัวของตนเอง ขณะที่ตัวเธอยังอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดิม ภายในบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะมาเป็นช่างทอผ้า เธอดำรงชีวิตด้วยเบี้ยคนพิการเพียง 800 บาทต่อเดือน จนต่อมาสนใจงานทอผ้า เพราะวิถีคนปกาเกอะญอการทอผ้าเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อเป็นวิชาติดตัว อย่างไรก็ตาม การทอผ้าส่วนใหญ่แม่จะถ่ายทอดส่งต่อให้กับลูกสาว แต่ด้วยความที่ น่อลุกกู เสียแม่ไปตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ทำให้ไม่มีใครที่จะสอนวิชานี้ให้ เธอจึงอาศัยการไปนั่งดูคนอื่นในหมู่บ้านทำ แล้วค่อย ๆ จำ และนำมาฝึกหัดด้วยตัวเอง

หัวใจไม่ยอมแพ้แม้จะไร้แขนขา ‘น่อลุกกู ธนตาลกนก’ น่าทึ่ง!! ปราชญ์ผ้าปกาเกอะญอ

“เราไม่เคยด้อยค่าตัวเองเลยนะ แม้จะพิการแขนขา แต่ตอนที่ฝึกฝนการทอผ้า ยอมรับว่าต้องสู้มาก ๆ เพราะตัวเราพิการ ทำให้ต้องขยันมากกว่าคนอื่นหลาย ๆ เท่าเลย ยิ่งไม่มีใครสอนเราตรง ๆ เป็นการครูพักลักจำ ก็ยิ่งทำให้ต้องพยายามมากขึ้นกว่าคนปกติ ก็ค่อย ๆ หัดไปทีละเล็กทีละน้อย จนที่สุดก็ทำได้”เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

พร้อมกับบอกอีกว่า เธอใช้เวลา 3 วันเพื่อทำย่าม 1 ใบ ซึ่งกระบวนการจะเริ่มจากการสร้างผ้าชิ้นขึ้นก่อน โดยการทอผ้า 1 ผืนนั้น มีความเชื่อในวิถีของคนปกาเกอะญอว่า ถ้าขึ้นเส้นยืนเสร็จในวันเดียวถือเป็นลางดี จะทำให้การทอต่อ ๆ ไปจะได้ผ้าที่ดี จะราบรื่นไร้อุปสรรคระหว่างการทอผ้า …ทาง น่อลุกกู เล่าถึงคติความเชื่อเรื่องนี้ ทั้งนี้ การทอผ้าแต่ดั้งแต่เดิมของคนปกาเกอะยอนั้นจะใช้เส้นฝ้ายทอเป็นหลัก แต่เมื่อทางศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ตาก หน่วยงานในสังกัดของกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรฯ เข้ามาสนับสนุนเรื่อง “เส้นไหม” เธอจึงนำเส้นไหมมาผสมเข้ากับเส้นฝ้ายดั้งเดิม ทำให้ผ้าทอมีมูลค่าที่สูงเพิ่มขึ้น แถมช่วยเพิ่มผิวสัมผัสที่น่าสนใจให้กับชิ้นงานที่ทำขึ้นอีกด้วย

หัวใจไม่ยอมแพ้แม้จะไร้แขนขา ‘น่อลุกกู ธนตาลกนก’ น่าทึ่ง!! ปราชญ์ผ้าปกาเกอะญอ

สำหรับเรื่องการนำเส้นไหมผสมเส้นฝ้ายนี้ ทาง อัญชลี โพธิ์ดี ผอ.ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ตาก ให้ข้อมูลเสริมว่า การสร้างอาชีพให้ผู้พิการผ่านการทอผ้า เป็นแนวพระราชดำริ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ที่ได้พระราชทานไว้ โดยทุกครั้งที่พระองค์ตามเสด็จ ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะทรงมีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรที่มาเฝ้าฯ อย่างสนพระราชหฤทัย และทรงมีพระราชปรารภเสมอว่า ทรงห่วงใยในความลำบากของพสกนิกรทุกคน จนในเวลาต่อมาได้เกิดเป็นโครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมขึ้นมา เพื่อให้ชาวบ้านได้มีรายได้เสริมจากอาชีพเสริมอย่างเช่นการทอผ้า ซึ่งสำหรับศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ตาก ได้น้อมดำเนินการตามแนวพระราชดำริ “สมเด็จพระพันปีหลวง” โดยได้ส่งเสริมอาชีพทอผ้าไหมให้ประชาชนในพื้นต่าง ๆ ของ จ.ตาก ซึ่งบ้านแพะก็เป็น 1 ในพื้นที่ที่ศูนย์ฯ เข้าไปช่วยส่งเสริมด้านหม่อนไหมให้นักเรียน ภายใต้ “โครงการสร้างทายาทหม่อนไหม” รวมถึง ส่งเสริม การทอผ้าไหมด้วยกี่เอวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นเครื่องมือใช้ทอผ้าตามภูมิปัญญาของคนปกาเกอะญอ ให้กับเกษตรกร และรวมไปถึงการส่งเสริมผู้พิการ เพื่อให้สามารถนำเส้นไหมไปทอร่วมกับเส้นใยอื่น ๆ ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เช่น นำมาตัดเย็บเป็นเสื้อ หรือย่าม เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม ทั้งยังช่วยขยายโอกาสการตลาดด้วย

หัวใจไม่ยอมแพ้แม้จะไร้แขนขา ‘น่อลุกกู ธนตาลกนก’ น่าทึ่ง!! ปราชญ์ผ้าปกาเกอะญอ

“ทางศูนย์ฯ ได้เข้าไปช่วยเรื่องการพัฒนาคุณภาพผ้า เช่น สอนปรับริมผ้าให้เรียบ หรือแนะนำเทคนิคใหม่ ๆ โดยผลงานของน่อลุกกูเป็น 1 ในชิ้นงานที่ศูนย์ฯ เข้าไปช่วยดูแลเรื่องการพัฒนาและการจัดจำหน่าย” ทาง อัญชลี ระบุ

สลับกลับมาที่เรื่องราวเส้นทางการทอผ้าของ น่อลุกกู เธอเล่าว่า ปี 2561 เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเธอ เมื่อเธอมีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสที่ เสด็จฯ ยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา (โรงเรียน ตชด. บ้านแพะ) โดยทรงฝากให้ช่วยส่งเสริมอาชีพแก่คนพิการ เพื่อให้มีรายได้และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โรงเรียน ตชด. บ้านแพะ มองเห็นศักยภาพด้านการทอผ้าของเธอ โดยเรื่องนี้ ครูทราย–พนิดา วาจากอนุกูล คุณครูโรงเรียน ตชด. บ้านแพะ เล่าว่า ทางโรงเรียนได้รับรู้ฝีมือทอผ้าของน่อลุกกูเป็นอย่างดี จึงเชิญมาเป็นผู้ถ่ายทอดศิลปะทอผ้าให้นักเรียนชั้น ป.5-ป.6 จำนวน 10 คน เพราะเด็ก ๆ ที่นี่เป็นปกาเกอะญอทั้งหมด ซึ่งก็คิดไม่ผิด เพราะ “น่อลุกกูได้กลายเป็นแรงบันดาลใจของเด็ก ๆ ที่ทำให้ทุกคนเห็นว่า ถึงแม้จะพิการ แต่ก็สร้างงานสร้างอาชีพได้”

ครูทราย เล่าให้ฟังอีกว่า ที่บ้านแพะมีคนอาศัยอยู่ 170 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่ชาวบ้านมีอาชีพหลักคือปลูกข้าวและข้าวโพด ส่วนทอผ้าเป็นอาชีพเสริมหลังฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งในอดีตผ้าที่ทอจะใช้วัสดุคือฝ้าย แต่ตั้งแต่ตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้าน ทางศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ตาก ก็ได้สนับสนุนเส้นไหมมาให้กับกลุ่มนำไปใช้ฝึกสอนและทำเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้น โดยศูนย์ฯ ช่วยรับไปจำหน่ายเวลามีงานใหญ่ ๆ ส่วนยามปกติโรงเรียนจะลงขายสินค้าเองผ่าน TikTok และ เฟซบุ๊ก รร.ตชด.บ้านแพะ

ทั้งนี้ “ครูทราย-พนิดา” ครู โรงเรียน ตชด.บ้านแพะ เผยความรู้สึกที่มีต่อ “น่อลุกกู” ช่างทอผ้าหญิงพิการแห่งบ้านแพะว่า ตั้งแต่น่อลุกกูมาช่วยสอนเด็ก ๆ ดูเหมือนเด็ก ๆ จะตื่นตัวขึ้นแบบผิดหูผิดตา ซึ่งอาจเพราะเด็กเห็นว่าขนาดน่อลุกกูที่พิการไร้แขนขายังทอผ้าสวย ๆ ออกมาได้เลย เด็ก ๆ ที่มีร่างกายครบสมบูรณ์ก็ไม่ควรย่อท้อกับการฝึกฝน โดยครูทรายพูดถึงน่อลุกกูด้วยว่า… “น่อลุกกูไม่เพียงแค่สอนทอผ้า ไม่เพียงแค่ช่วยให้เด็ก ๆ มีวิชาชีพติดตัวเท่านั้น แต่น่อลุกกูยังกลายเป็น…ผู้สร้างแรงบันดาลใจ”

‘เติมกำลังใจ’ เสริม ‘แรงบันดาลใจ’

นอกจาก “น่อลุกกู”จะเป็น “แรงบันดาลของเด็ก ๆ” แล้ว เรื่องราวการ “ไม่ย่อท้อต่อข้อจำกัดร่างกาย” ของเธอ ก็ทำให้เธอได้รับการเชิดชูยกย่องจากองค์กรต่าง ๆ และคนรอบข้างที่มีโอกาสสัมผัสและรับรู้เรื่องราวชีวิตของเธอ โดยมีการบันทึกประวัติของเธอไว้ โดยสังเขปคือ เกิดวันที่ 25 มิ.ย. 2513 โดยเธอเป็นผู้พิการแขนขามาแต่กำเนิด ซึ่งตอนนี้เธอใช้ชีวิตอยู่คนเดียวภายในบ้านของพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เธอยังเด็ก ๆ เนื่องจากพี่น้องทั้งหมดต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัว โดยการใช้ชีวิตของเธอนั้นได้พี่สาวที่อาศัยอยู่ข้างบ้านมาช่วยดูแลตามอัตภาพ ทั้งนี้ ด้วยความสนใจการทอผ้า ทำให้เธอพยายามฝึกหัดฝึกฝนเรียนรู้ด้วยตัวเองมาตลอด ด้วยความขยันอดทนทุ่มเททำให้โรงเรียน ตชด. บ้านแพะ เห็นถึงศักยภาพของเธอ จึงชวนเธอให้มาเป็น “ครูพิเศษสอนวิชาการทอผ้า” ให้เด็ก ๆ ที่โรงเรียน และร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของเธอ เพื่อให้เธอมีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ซึ่งรวมถึงเพื่อเป็นกำลังใจให้ “น่อลุกกู” เพื่อให้เธอเป็น“แรงบันดาลใจให้กับคนอื่น ๆ”ด้วย.

ขอบคุณ... https://www.dailynews.co.th/articles/5547531/

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย 2 ก.พ.69
วันที่โพสต์: 2/02/2569 เวลา 15:04:02 ดูภาพสไลด์โชว์ หัวใจไม่ยอมแพ้แม้จะไร้แขนขา ‘น่อลุกกู ธนตาลกนก’ น่าทึ่ง!! ปราชญ์ผ้าปกาเกอะญอ