Photo Essay : การศึกษาของเด็กพิการผู้อพยพ เพื่อให้สามารถดูแลตัวเองได้

Photo Essay : การศึกษาของเด็กพิการผู้อพยพ เพื่อให้สามารถดูแลตัวเองได้

ภาพประกอบทั้งหมดโดย คชรักษ์ แก้วสุราช

สำหรับศูนย์การเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติ (Migrant Learning Center - MLCs) เป็นสถานศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อจัดการศึกษาให้กับลูกหลานแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ส่วนระบบการเรียนการสอนจะมีตั้งแต่การเรียนของหลักสูตรพม่า หลักสูตร กศน. การติวสอบ GED และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของศูนย์การเรียนฯ

ข้อมูลจากศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษาเด็กต่างด้าว หรือ MECC ภายใต้ สพป.ตาก เขต 2 ระบุว่า ปัจจุบันในจังหวัดตาก มีจำนวนศูนย์การเรียน 62 ศูนย์การเรียน และมีนักเรียนที่เรียนในศูนย์จำนวนถึง 18,171 คน

โดยในจำนวน 62 ศูนย์การเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติในจังหวัดตก อาจมีเพียง 1 ศูนย์การเรียนเท่านั้นที่มีการสอนสำหรับเด็กพิการโดยเฉพาะคือศูนย์การเรียน “Star Flower Centre” อ.แม่สอด จ.ตาก

ประชาไท ร่วมด้วยเว็บไซต์ Thisable ชวนรับชมภาพ “Photo Essay” พาไปสำรวจกิจวัตรประจำวันของศูนย์การเรียน Star Flower Centre มุมมองครอบครัวที่มีเด็กพิการที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ไปจนถึงแนวคิดการสอนของศูนย์การเรียนฯ ที่ให้ความสำคัญการคิดการตัดสินใจ และการดูแลตัวเองได้ของเด็กพิการ

ศูนย์การเรียน Star Flower เริ่มต้นบริการให้การศึกษากับเด็กพิการตั้งแต่เมื่อปี 2552 เนื่องจากอาจารย์รุ่นบุกเบิก มองว่า ในอำเภอแม่สอด จ.ตาก ยังไม่มีโรงเรียนที่ให้การศึกษากับเด็กพิการที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ประกอบกับ อาจารย์ตามศูนย์การเรียนต่างๆ ตระหนักถึงปัญหาที่ว่า ในศูนย์การเรียนปกติ มักจะมีเด็กพิการ และไม่สามารถเรียนรวมกับคนอื่นๆ ได้

ส่วนที่มาของชื่อ Star Flower หรือดอกไม้แห่งดวงดาว มาจาก อาจารย์ใหญ่คนแรก "ยูซะนะเตง" ตั้งชื่อขึ้นมา โดย ‘ดอกไม้’ หมายถึงเด็กผู้พิการ และ ‘ดวงดาว’ หมายถึงเด็กทุกคนที่สามารถเปล่งประกายได้เหมือนดวงดาว

อ้างอิงข้อมูลจากองค์กรนานาชาติเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่า เมื่อปี 2561 ประมาณการจำนวนเด็กโยกย้ายถิ่นฐานทั่วประเทศ อาจอยู่ที่ประมาณ 3-4 แสนคน แต่ในจำนวนนี้ไม่มีการระบุโดยเจาะจงว่าเป็นเด็กพิการจำนวนกี่ราย

ขณะที่ นอธูมวยพอ หรืออาจารย์พอ จากศูนย์การเรียน Star Flower Centre กล่าวถึงข้อมูลที่เธอพอจะทราบ โดยเธอเคยเห็นข้อมูลว่าเมื่อราวปี 2557-2558 อาจจะมีเด็กพิการลูกหลานแรงงานข้ามชาติใน อ.แม่สอด จำนวนนับร้อยคน และคาดว่าในปัจจุบันมีแนวโน้มจำนวนจะเพิ่มขึ้นอีกด้วย

แม้ว่าจะมีการประเมินว่าเด็กพิการที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติในแม่สอดอาจมีนับร้อยคน แต่ด้วยข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากร สถานที่ และเงินทุนสนับสนุน ทำให้ปัจจุบัน ศูนย์การเรียน Star Flower Centre รับเด็กได้ไม่เกิน 35 คน ซึ่งถือว่าเพิ่มจากเมื่อปี 2552 ซึ่งรับได้เพียง 15 คน และได้สูงสุดไม่เกิน 28 คน

อาจารย์เซ หรือชื่อเต็มคือ ซอมูกะป่อเซแหว่ อาจารย์จากศูนย์การเรียน Star Flower Centre กล่าวว่า เด็กพิการที่ศูนย์การเรียน Star Flower Centre รับเข้าเรียนจะเด็กที่อายุไม่เกิน 18 ปีและเป็นเด็กที่มีสภาวะการเรียน และพัฒนาการช้ากว่าเด็กปกติทั่วไป ไม่สามารถสื่อสารได้ พูดไม่ชัด เดินเคลื่อนไหว หยิบจับสิ่งของไม่สะดวก

หากอธิบายให้เห็นภาพ เด็กที่เราได้เจอมีทั้งเด็กที่ภายนอกดูปกติ พูดจาชัดเจน มีความเข้าใจ แต่ว่าพัฒนาการด้านการเรียนช้ากว่าเด็กทั่วๆ ไป เด็กที่มีภาวะสมองพิการ หรือ Cerebral Palsy - CP เดินและเคลื่อนไหวไม่สะดวก และยากกว่าเด็กทั่วไป หรือเด็กที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม เป็นต้น

ศูนย์การเรียน Star Flower Centre จะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเด็กพิการทั้งหมด 5 หลักเกณฑ์ ประกอบด้วย

1.สมรรถภาพทางร่างกาย สามารถเดินเคลื่อนไหว หรือหยิบจับสิ่งของต่างๆ เป็นอย่างไร

2.เรื่องของพัฒนาการทางสติปัญญา และความเข้าใจในระดับต่างๆ

3.การพูด และการได้ยินเสียง ยกตัวอย่าง เด็กบางคนสามารถได้ยินเสียงได้ แต่ไม่สามารถสื่อสารออกมาได้

4.ความรู้สึกของเด็ก เช่น ความรู้สึกช้าหรือไม่ หรือมีปัญหาอย่างไร

5. การเข้าหาคนอื่น ซึ่งอาจมีปัญหาไม่เหมือนเด็กปกติ

เบื้องต้น ศูนย์การเรียน Star Flower Centre จะพิจารณาว่าเด็กจะมีปัญหาด้านใดบ้าง เด็กไม่จำเป็นต้องมีปัญหาครบทั้ง 5 ด้าน อาจจะมีปัญหา 2 ถึง 3 ด้าน ศูนย์การเรียนจะพิจารณารับเด็กพิการเข้ามาเรียนแล้ว

เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์ดังกล่าว ศูนย์การเรียนฯ จะมาดูต่อว่า เราก็จะมาแยกว่าเด็กคนนี้เขาต้องการพัฒนาด้านไหนบ้าง เกี่ยวกับด้านอารมณ์ เกี่ยวกับการพูดภาษาให้ชัดเจน หรือว่าเกี่ยวกับการพัฒนาร่างกายจิตใจ เราก็จะมาแบ่งเป็นแต่ละคนว่า คนนี้เราจะต้องเพิ่มข้อไหนให้เป็นเลเวลที่แบบว่าเหมือนกัน เด็กคนนี้อาจจะมีปัญหาแค่ 2 ด้าน แต่อีก 3 ด้านที่เหลือไม่ได้มีปัญหาอะไร

"เพราะฉะนั้นเราจะมี lesson (บทเรียน) ว่าแบบอาจจะเหมือนกัน แต่ว่าการจะสอนเด็กๆ เหล่านี้ไม่เหมือนกัน เราก็จะดึงข้อที่แบบว่าเขาอยู่ข้างล่างสุด จนมาถึงเลเวลาเดียวกัน" อาจารย์เซ กล่าว

เนื่องด้วยข้อจำกัดหลายด้านของศูนย์การเรียนฯ ทำให้ Star Flower Centre ไม่สามารถรับเด็กได้ทุกคน ทำให้ศูนย์การเรียนฯ จะมีเงื่อนไขที่จะต้องพิจารณาเพิ่มเติม คือ 1. เด็กจะอยู่ในแม่สอดระยะยาวหรือไม่ และ 2. สถานะของเด็กและครอบครัวเป็นอย่างไร มีเอกสารที่จะส่งให้เด็กเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐได้หรือไม่

อาจารย์เซ เล่าให้ฟังว่า พวกเขาจะดูด้วยว่าเด็กคนนี้จะอยู่ในพื้นที่นานหรือไม่ เพราะว่าเวลามีสถานการณ์ทางการเมือง บางครอบครัวก็จะอพยพเข้ามาที่ อ.แม่สอดชั่วคราว เพื่อรอไปประเทศที่ 3 เขาจะอยู่ในพื้นที่ไม่นาน เราก็จะไม่ได้รับ เราจะเน้นที่เด็กที่อยู่ในแม่สอดเป็นระยะยาวก่อน

นอกจากเรื่องความพิการที่เราจะพิจารณาแล้ว จะมีเรื่องสถานะของครอบครัวและเด็กด้วย อาจารย์เซ กล่าวว่า เด็กโยกย้ายถิ่นฐาน ถ้ามีเอกสารที่จะสามารถเรียนในโรงเรียนไทยได้ ศูนย์การเรียนฯ จะยังไม่ได้รับเอาไว้ และให้เขาลองเรียนใน ร.ร.ไทยก่อน ซึ่งเป็นเรื่องข้อจำกัดด้านสถานที่ของศูนย์การเรียนฯ แต่ถ้าเป็นครอบครัวที่ไม่มีสถานะ หรือไม่มีเอกสาร เด็กไม่สามารถเรียนในโรงเรียนไทยได้ ทางศูนย์การเรียนฯ ก็จะพิจารณารับเด็กไว้

ชีวิตประจำวันของอาจารย์จากศูนย์การเรียน Star Flower Centre จะเริ่มต้นในช่วง 5.00 น. ของทุกวัน โดยอาจารย์จะเริ่มจากขับรถไปรับนักเรียนประมาณ 29 คน ตามที่ต่างๆ รอบแม่สอด

“คือที่แม่สอดกว้าง เด็กบางคนอาจจะอยู่ที่ห้วยกะโหลก หรือตำบลแม่ปะ เพราะว่าถ้าเราไม่ไปรับ อาจจะไม่มีนักเรียนสักคนมาเรียนได้ เนื่องจากเรื่องเอกสาร การเดินทาง พ่อแม่ก็อาจจะมาส่งไม่ได้ เพราะว่าพ่อแม่ไม่มีงานด้วย และอาจจะไม่มีเอกสารด้วย และก็อาจจะไม่มีมอเตอร์ไซค์ ทำให้ไม่สามารถมาส่งเด็กๆ ได้” อาจารย์เซ เล่าให้ฟัง

8.00 น. นักเรียนควรจะต้องมาถึงที่ศูนย์การเรียนแล้ว ก็จะมีการทำความเคารพเพลงชาติไทย และออกกำลังกาย ทำกายภาพเล็กน้อย ก่อนเริ่มเรียนกับอาจารย์

11.00 น.จะเป็นช่วงเวลาทานอาหารกลางวัน

12.00 น. เมื่อทานข้าวเสร็จแล้ว จะเป็นช่วงเวลาให้เด็กๆ นอน

หลังจากตื่นนอน จะเป็นวิชาดนตรี และร้องเพลง

14.30-17.00 น. เลิกเรียน และรถรับ-ส่งจะไปส่งเด็กๆ ที่บ้าน

อาจารย์นอธูมวยพอ หรืออาจารย์พอ ครูใหญ่ของศูนย์การเรียน Star Flower Centre เล่าให้ฟังว่า เนื่องด้วยเธอทำงานใกล้ชิดกับครอบครัวเด็กที่พิการ ทำให้เธอได้รับฟังปัญหา และให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ แก่ครอบครัวของเด็กๆ

อาจารย์พอ กล่าวว่า ครอบครัวเด็กพิการชาวพม่าส่วนใหญ่มักประสบปัญหาทางด้านความรู้สึก โดยเฉพาะความรู้สึกสิ้นหวัง และแรงกดดันจากคนรอบข้าง เพราะว่าครอบครัวส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติ เข้ามาหางานในไทย เพื่อจะได้หารายได้และส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว แต่พอเขามีลูกที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะพูดภาษาไม่ได้ หรือเด็กที่ไม่สามารถเดินได้ เด็กปกติใช้ค่าใช้จ่ายมากอยู่แล้ว พอเป็นเด็กที่ไม่สมบูรณ์พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องดูแลอย่างไร ตัวเองก็รายได้ไม่ดีด้วย หลายคนอาศัยอยู่ในห้องเล็กๆ หรืออาศัยในที่พักที่นายจ้างจัดให้เท่านั้น ก็กลายเป็นความรู้สึกสิ้นหวัง และความกังวลตามมา

เธอเล่าต่อว่า บางครอบครัวก็มีความกังวล ไม่อยากให้เด็กออกมาเจอสังคม เพราะกลัวโดนล้อเลียน และประกอบกับสังคมของชาวพม่า ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ อาจจะมีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีกับครอบครัวที่เด็กพิการ เพราะพวกเขาจะมองว่าครอบครัวต้องทำอะไรไม่ดีในชาติที่แล้ว ชาตินี้ลูกเลยเกิดออกมาพิการ พอมาเจอแบบนี้ครอบครัวเด็กพิการก็จะมีความเครียด และความกดดันจากความไม่เข้าใจของคนรอบข้าง

นอกจากนี้ ครอบครัวที่มีเด็กพิการ เขาไม่สามารถทิ้งลูกไว้ที่บ้านได้ ก็จะพาเด็กไปที่ทำงานด้วย แต่เด็กกลุ่มนี้เขาจะไม่ค่อยอยู่นิ่ง ก็อาจจะไปรบกวนเพื่อนร่วมงาน ทำให้ไม่มีสมาธิในการทำงาน ถ้าถูกเพื่อนร่วมงานฟ้อง พวกเขาก็จะตกงาน หรือไม่มีงานทำ ก็ขาดรายได้ ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจของคนกลุ่มนี้

อาจารย์พอ กล่าวว่า พอมีศูนย์การเรียนฯ ขึ้นมา ผู้ปกครองเด็กจะรู้สึกว่าไม่ใช่ฉันคนเดียวที่มีปัญหาลักษณะนี้ ครอบครัวคนอื่นๆ ก็มีเหมือนกัน เขาได้มาแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน และศูนย์การเรียนฯ ก็ให้ความตระหนักรู้ด้วยว่า เด็กแบบนี้เขาเป็นเหมือนเด็กคนอื่นๆ นะ แค่ไม่ได้เป็นปกติ แต่พวกเขามีความสามารถ มีโอกาสที่ควรจะได้รับ ไม่ได้เป็นเรื่องน่าอาย เด็กพิการสามารถทำงานเหมือนคนปกติด้านไหนบ้าง

“เราเป็นครูเนอะ ดูแลเด็กพิการเขาลำบากใจอยู่แล้ว และก็มีการเรียนการสอนที่แบบว่าหนักแน่ ดูแลเด็กไม่ปกติ พอผู้ปกครองมาเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง เราจะปฏิเสธไม่ได้ เพราะว่าความรู้สึกที่พวกเขาได้เจอมา ถ้าเราไม่รับฟัง ใครจะรับฟังพวกเขา เวลาเราฟังเราก็หนักใจเหมือนกัน” อาจารย์พอ กล่าว

อาจารย์เซ กล่าวว่า การเรียนการสอนที่นี่จะไม่เหมือนกับโรงเรียน หรือศูนย์การเรียนอื่นๆ ที่สอนเด็กตามระดับชั้น ถ้าเป็นหลักสูตรพม่าก็จะแบ่งเป็นเกรดต่างๆ หรือโรงเรียนไทย จะเป็นระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษา แต่ที่ Star Flower Centre จะเน้นสอนเด็กให้ดูแลตัวเองได้ โดยไม่พึ่งพิงคนอื่นๆ

อาจารย์เซ กล่าวว่า การเรียนการสอนนักเรียนพิการจะออกแบบตามทักษะที่นักเรียนอาจจะยังขาดอยู่ โดยการสอนจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 รูปแบบ ก็คือ

1.การสอนเด็กพิการแบบกลุ่ม เพื่อพัฒนาทักษะการดูแลตัวเองเช่นการแปรงฟัน และสรรถภาพทางร่างกายอย่างการเล่นกระโดด

2.การเรียนแบบตัวต่อตัว เพื่อพัฒนาทักษะและสมรรถภาพที่เด็กยังขาดอยู่ เช่นเรื่องการพูด การคิดคำนวณ ความเข้าใจและความรู้สึกต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่าทักษะด้านไหนที่เด็กยังขาด และเราจะพยายามช่วยดึงขึ้นมา

“ทำไมเราต้องเน้นให้เด็กๆ เรียนตัวต่อตัว เพราะว่าเหมือนขวดน้ำเยอะๆ และเราให้น้ำขวดน้ำที่มีรูกว้าง เขาจะรับน้ำได้เยอะกว่า แต่ขวดเล็กจะได้น้อยกว่า การสอนตัวต่อตัวเหมือนเราเอาขวดทีละขวดเติมน้ำให้” อาจารย์เซ กล่าว

3.การเรียนวิชาชีพ เช่น การเย็บปักถักร้อย การจัดดอกไม้ หรือเย็บกระเป๋า เพื่อให้ หากเด็กพิการไม่สามารถหางานทำได้ พวกเขาก็จะสามารถทำงานที่บ้าน ขายของ หารายได้ด้วยตัวเองได้

ทำไมการที่เด็กพิการสามารถดูแลตัวเองได้ถึงสำคัญ อาจารย์เซ กล่าวว่า “เขาดูแลตัวเองได้ เข้าสังคมได้ ไม่สร้างความวุ่นวายให้แก่คนอื่น และก็ไม่เป็นภาระให้กับครอบครัว ก็เป็นเป้าหมายที่เราตั้งไว้ เป้าหมายของเราอาจจะไม่ใหญ่โต แต่ว่าอยากให้เด็กเหล่านี้ดูแลตัวเองได้ ครอบครัวก็ภาระเบาลง และเมื่อถึงเป้าหมายที่เราตั้งเป้าไว้แล้ว เป้าหมายที่ 2 คือการเรียน ก็เขาอาจจะสามารถไปเรียนที่โรงเรียนปกติได้ ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคน"

อาจารย์ “เนเนโมหาน” ครูสอนร้องเพลง ให้ความเห็นทำนองเดียวกันว่า การสอนเด็กให้พึ่งพาตัวเองได้เป็นเรื่องจำเป็น เพราะพ่อแม่ของเด็กพิการจะไม่ได้อยู่กับพวกเขาตลอดชีวิต ทางศูนย์การเรียนฯ พยายามสอนให้เด็กอยู่ได้ด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด และนอกจากการสอนที่ศูนย์การเรียนแล้ว เราก็มีการคุยกับผู้ปกครองด้วยว่า ควรมีวิธีคุยหรืออบรมดูแลเด็กพิการเหล่านี้อย่างไร เป็นพัฒนาการทั้งในบ้านและโรงเรียนควบคู่กันไป ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตเด็กจะสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง

"สุดท้ายเด็กเหล่านี้จะสามารถสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ด้วยเช่นกัน และก็เวลาครูกินข้าวเสร็จ พอเด็กมีพัฒนาการเขาก็จะแย่งกันชงกาแฟให้ครู และมีความฝันว่าอยากจะแบบเปิดร้านกาแฟ ทำให้เราเห็นว่าเด็กเขามีพัฒนาการ อนาคตถ้ามันได้รับการพัฒนาเรื่อยๆ เด็กเขาก็จะมีอนาคตเป็นของตัวเองได้ ถึงแม้จะเป็นเด็กพิเศษ แต่เขาสามารถหาเงิน รายได้ให้ตัวเองได้" เนเนโมหาน กล่าว

นอกจากทักษะการดูแลตัวเอง ซึ่งศูนย์การเรียน "สตาร์ ฟลาวเวอร์" จะมีการสอนให้เป็นประจำทุกวันพุธ ทางศูนย์ฯ ยังฝึกให้เด็กได้ตัดสินใจด้วยตัวเองด้วย ยกตัวอย่างจากการสังเกต เวลาที่เด็กต้องการเข้าห้องน้ำ อาจารย์มักจะถามนักเรียนก่อนเสมอว่า อยากเล่นอยู่ที่เดิม หรืออยากไปเข้าห้องน้ำ เด็กจะหยุดคิดสักครู่หนึ่ง และก็จะบอกความต้องการ

บางกรณีเด็กบางคนจะทานเฉพาะข้าวขาว ไม่ทานกับข้าวอย่างอื่นเลย ทำให้มีข้อกังวลว่าเด็กอาจจะมีปัญหาทางด้านสุขภาพขาดโภชนาการ อาจารย์จะค่อยๆ ปรับให้เด็กทานอาหารที่หลากหลายขึ้น สมมติว่ามีอาหารมาให้ ถ้าเด็กไม่ยอมทาน อาจารย์จะเริ่มจากการเปลี่ยนสีของจานให้สดใส ถ้าเปลี่ยนสีของจานแล้วเด็กยังไม่ยอมทาน อาจารย์จะเอาอาหารที่เด็กชอบกลับมาให้ทาน และวันหลังค่อยลองปรับเมนูใหม่ ทำซ้ำๆ จนกว่าเด็กจะมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลง

ครูเนเนโมหาน เล่าว่า ที่ศูนย์การเรียนฯ จะไม่ได้ใช้ไม้ตี หรือทำโทษเด็ก แต่ใช้วิธีการสื่อสารย้ำบ่อยๆ หรืออาจจะเป็นการใช้เสียงที่หนักแน่นขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เขาคิด และเขาก็จะมีพัฒนาการในการจดจำเรื่องต่างๆ

"ครูเชื่อว่าเด็กตัดสินใจเองได้ และเราพยายามสอนให้เด็กตัดสินใจเอง" ครูสอนดนตรี กล่าว

งานสอนเด็กนักเรียนพิการไม่ใช่เรื่องง่าย ประกอบกับค่าแรงของอาจารย์อันน้อยนิด โดยอาจารย์ที่ศูนย์การเรียน Star Flower Centre ได้เงินเดือน เดือนละ 2,500 บาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำไทยมากโข แต่อาจารย์หลายคนยังสามารถทำงานอยู่ได้ เพราะว่าได้เห็นพัฒนาการของเด็กพิการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อาจารย์เซ อดีตวิศวกรโยธาฯ เล่าว่า ถ้าพูดเรื่องดีใจ และภูมิใจกับการสอนมีเยอะเลย แต่เหตุผลที่ทำให้เขาทำงานนี้ได้ เพราะเขาดีใจที่เห็นพัฒนาการของเด็กๆ อย่างเด็กซนทุกๆ คนเลย พูดไม่ฟัง และก็กัดอาจารย์ด้วย อยู่นิ่งๆ ไม่ได้เลย แต่พอเราสอนเขาไปช้าๆ เราเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง เด็กมาโรงเรียน นั่งเงียบ และเข้ากับนักเรียนคนอื่นได้ บางคนมาวันแรกตะโกนใส่ แต่ตอนหลังเขาก็ทานข้าวกับเพื่อนๆ ได้ เป็นความภูมิใจของเขามากๆ บางคนเข้าห้องน้ำไม่เป็นเลย มาอีกวันทำกิจวัตรประจำวันได้ มันเลยเป็นความภูมิใจของเขา ทำให้เขามีแรงที่จะทำงานครูต่อไปได้

ครูพอ กล่าวด้วยความดีใจว่า ปี 2567-2568 มีเด็ก 2 คนที่ไปเรียนในศูนย์การเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติปกติ และก็ที่นี่เราปูพื้นฐานก็คือภาษาพม่า ภาษาอังกฤษ และวิชาคณิตศาสตร์ และพอออกไปเรียนที่ศูนย์การเรียนฯ ปกติ เขาก็จะได้เรียนวิชาอื่นๆ เพิ่มเติม

อีกกรณีที่ครูพอ ภูมิใจมากก็คือ ครูผู้ช่วยที่ศูนย์การเรียนสตาร์ฟลาวเวอร์ ปัจจุบันอายุ 18 ปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นนักเรียนของศูนย์ฯ มาก่อน โดยสามารถทำงานและเรียนรู้หน้าที่ได้เหมือนครูเลย แต่จริงๆ เด็กคนดังกล่าวเขาอยากทำงานรับจ้างซ่อมรถยนต์ และจักรยาน แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดทางด้านเอกสาร และการสื่อสารที่ไม่สามารถสื่อสารกับคนทั่วไปได้ ทำให้เป็นเรื่องยากที่เขาจะหางานทำ

ขอบคุณ... https://prachatai.com/journal/2026/01/116223

ที่มา: prachatai.com/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย 15 ม.ค. 69
วันที่โพสต์: 15/01/2569 เวลา 15:18:49 ดูภาพสไลด์โชว์ Photo Essay : การศึกษาของเด็กพิการผู้อพยพ เพื่อให้สามารถดูแลตัวเองได้