สปสช. ระดมเครือข่ายคนพิการ วางทิศทางยกระดับหน่วยบริการภาคประชาชน ปี 69-70
สปสช. เล็งยกระดับหน่วยบริการภาคประชาชน ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยจัดประชุมระดมความเห็นร่วมกับเครือข่ายคนพิการ เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานช่วงปี 2569-2570
วันที่ 24 เม.ย. 2569 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาหน่วยบริการภาคประชาชนสำหรับคนพิการ ภายใต้กรอบหน่วยบริการตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยจัดประชุมระดมความเห็นร่วมกับเครือข่ายคนพิการจากทั่วประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานในช่วงปี 2569–2570 มุ่งยกระดับมาตรฐานบริการ เพิ่มการเข้าถึง และพัฒนากลไกสนับสนุนให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
ดร.นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 สปสช. ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาความเข้มแข็งเครือข่ายคนพิการและหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านภาคประชาชน ตามมาตรา 3 ภายใต้แนวคิด “รวมพลังสู่เป้าหมายการสร้างมาตรฐานหน่วยบริการ” โดยมีผู้แทนคนพิการ 6 ประเภท และหน่วยบริการตามมาตรา 3 จากหลายพื้นที่เข้าร่วม ทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์
สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินงานของหน่วยบริการมาตรา 3 ในเครือข่ายคนพิการ ให้มีมาตรฐานร่วมกันทั้งในระดับนโยบาย แผนปฏิบัติการ และผลลัพธ์การให้บริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พร้อมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อ สปสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการจัดบริการในระยะต่อไป
“การขับเคลื่อนครั้งนี้เป็นผลต่อเนื่องจากการหารือระหว่างเครือข่ายคนพิการกว่า 20 องค์กร กับ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. เมื่อเดือนมกราคม 2569 ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายเร่งด่วนร่วมกัน ทั้งการเพิ่มจำนวนหน่วยบริการมาตรา 3 การพัฒนากลไกสนับสนุนงบประมาณผ่านกองทุนระดับพื้นที่ และการผลักดันแผนระยะสั้น หรือ Quick Wins เช่น การเร่งขึ้นทะเบียนหน่วยบริการ การพัฒนาฐานข้อมูล และการปรับรูปแบบการจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละพื้นที่” ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. กล่าว
ดร.นงลักษณ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน สปสช. มีหน่วยบริการมาตรา 3 ที่ขึ้นทะเบียนในระบบบัตรทองแล้ว 257 แห่งทั่วประเทศ ในจำนวนนี้เป็นหน่วยบริการด้านคนพิการ 93 แห่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญจากการขับเคลื่อนเชิงรุกที่ผ่านมา โดยครอบคลุมบริการสำคัญ เช่น การดำรงชีวิตอิสระ (Independent Living: IL) การปรับตัวกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว (Orientation and Mobility: O&M) การฟื้นฟูเด็กพิการ และการพัฒนาทักษะการสื่อสาร
อย่างไรก็ดี แม้จำนวนหน่วยบริการจะเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับจำนวนคนพิการกว่า 1.87 ล้านคนทั่วประเทศ ยังสะท้อนให้เห็นว่าระบบบริการจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม เพื่ออุดช่องว่างในการเข้าถึงบริการที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ที่ทรัพยากรด้านบริการยังไม่เพียงพอ
ในมิติด้านงบประมาณ ข้อมูลปี 2568 พบว่ามีผู้เข้ารับบริการรวม 251 คน ใช้งบประมาณประมาณ 1.84 ล้านบาท โดยบริการด้านการดำรงชีวิตอิสระมีสัดส่วนการใช้งบประมาณสูงสุด ขณะที่โครงการด้านคนพิการที่เสนอขอรับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) ยังมีสัดส่วนไม่มากนัก สะท้อนว่าระบบยังมีโอกาสในการขยายการเข้าถึงแหล่งงบประมาณระดับพื้นที่ และพัฒนาศักยภาพในการจัดทำข้อเสนอโครงการให้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน สปสช. ยังได้ปรับกลไกการดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด เพื่อเปิดพื้นที่ให้กองทุนมีบทบาทด้านการส่งเสริมสุขภาพควบคู่กับการฟื้นฟูสมรรถภาพมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนหน่วยบริการมาตรา 3 ด้านคนพิการให้สามารถเข้าถึงงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มากขึ้น
สำหรับทิศทางในช่วงปี 2569–2570 สปสช. จะมุ่งขยายจำนวนหน่วยบริการมาตรา 3 และเพิ่มการเข้าถึงบริการในพื้นที่ห่างไกล พร้อมเร่งแก้ไขข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ ความซับซ้อนของเกณฑ์การขึ้นทะเบียน การกำกับคุณภาพและมาตรฐานบริการ และการประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้ระบบบริการสำหรับคนพิการมีความเชื่อมโยงมากขึ้นและตอบสนองต่อความจำเป็นของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.นงลักษณ์ กล่าวว่า ผลจากการประชุมครั้งนี้จะถูกนำไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่าง สปสช. เครือข่ายคนพิการ และหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อให้การขับเคลื่อนหน่วยบริการมาตรา 3 ภาคประชาชนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการอย่างยั่งยืน




