หัวอกแม่ ”เด็กพิเศษ” กับเรื่องราวสุดเจ็บปวด วอนสังคมอย่าตัดสินแค่เป็น”ดาวน์ซินโดรม-ออทิสติก”
ในบ้านเราปัญหาหนึ่งที่มีมาอย่างยาวนานและยังแก้ไม่สำเร็จ คือ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่ผ่านมาจะเห็นชัดเจนว่าผู้คนปกติจำนวนไม่น้อยก็ยังถูกเลือกปฏิบัติ และยิ่งเป็นผู้พิการหรือผู้ด้อยโอกาสยิ่งเจอปัญหานี้หนักกว่า ซึ่งในจำนวนคนพิการทุกประเภทในบ้านเรา 2 ล้านกว่าคน มักเจอปัญหาเหมือนกัน หลักๆคือ อุปสรรคในการเดินทาง เรื่องการศึกษา และการทำงาน ฯลฯ
ขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี2560 มาตรา27 ระบุว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใดจะกระทำมิได้”
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐธรรมนูญจะเขียนกำหนดไว้ชัดเจนถึงการห้ามเลือกปฏิบัติ แต่ในความเป็นจริงก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าเป็นเช่นไร
เสียงจากผู้ปกครองเด็กพิการ และผู้ทำงานเกี่ยวข้อง จะมาบอกเล่าให้ฟังถึงความเจ็บปวดที่พวกเขาเหล่านั้นได้ประสบพบเจอนั้นหนักหนาสาหัสแค่ไหน หลายเรื่องราวที่พวกเขาถ่ายทอดล้วนสะเทือนใจ และด้วยปัญหาอุปสรรคนานาประการ พวกเขาจึงต้องใช้ความพยายาม พละกำลังทั้งกาย-ใจอย่างมหาศาล เพื่อทวงคืนสิทธิขั้นพื้นฐานเฉกเช่นที่คนปกติพึงได้รับ
“คุณพิมผกา เรือนมูล” คุณแม่น้องพีพี-ณัฐภัทร แสงสุข ในกลุ่มพิการประเภท”ดาวน์ซินโดรม” เล่าว่า ตอนนี้ลูกชายวัย 21 ปี เรียนอยู่ชั้นปวส 1 คณะการจัดการธุรกิจ วิทยาลัยสารพัดช่างฉะเชิงเทรา ซึ่งแม้บ้านอยู่จังหวัดสมุทรปราการ แต่ต้องไปเรียนที่จังหวัดฉะเชิงเทราเพราะที่เรียนของเด็กพิเศษแถวๆโซนนี้ค่อนข้างหายาก อีกอย่างโรงเรียนเดิมทำ MOU ร่วมกัน
ส่วนมากเด็กพิเศษ มักถูกปฏิเสธในทางการศึกษา ยิ่งปริญญาตรีสำหรับเด็กดาวน์ซินโดรมหายากมาก จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาดูแลเรื่องการศึกษาของเด็กพิเศษให้มากขึ้น เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้จะโดนปล่อยทิ้งเรื่องการศึกษาระดับปริญญาขึ้นไป วุฒิการศึกษาที่ได้เรียนกันมากสุดอยู่แค่ระดับปวช-.ปวส.เท่านั้น เพราะไม่มีที่จะไปเรียนต่อปริญญาตรีได้ ทั้งที่เด็กบางคนอยากเรียนจนจบปริญญาตรี จะได้มีโอกาสสวมชุดครุยเหมือนกับคนปกติบ้าง
คุณแม่เด็กดาวน์ซินโดรมผู้นี้ เล่าด้วยว่า อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกเลือกปฏิบัติคือ การเดินทางด้วยรถสาธารณะ อยากให้กรมการขนส่งทางบกชี้ชัดกว่านี้ โดยเฉพาะสัญลักษณ์ที่นั่งของคนพิการ และผู้สูงอายุ ควรแยกออกจากกัน อย่างน้อยควรมี 2 ที่นั่งในแต่ละแถว และถ้าเป็นไปได้อาจต้องเข้มงวดกับประชาชนทั่วไปที่ขึ้นมานั่งอย่างเช่น อาจมีเจ้าหน้าที่คอยมาดูแลตรวจสอบมีบัตรผู้พิการจริงหรือไม่ บางครั้งเห็นคนปกติมานั่งแล้วก้มหน้าเล่นแต่โทรศัพท์ ไม่เคยดูว่าผู้พิการขึ้นรถมาจะมีที่นั่งไหม เคยเห็นน้องตาบอดเดินขึ้นมาไม่มีที่นั่ง เพราะที่นั่งของผู้พิการกลายเป็นที่นั่งของคนปกติที่เอาแต่นั่งเล่นโทรศัพท์ เลยมีความรู้สึกไม่ค่อยดี
“วันก่อนลูกชายขึ้นรถไฟฟ้า จะไปนั่งที่นั่งของผู้พิการ ปรากฏว่าเจอวัยรุ่นนั่งเล่นโทรศัพท์ เห็นแล้วก็สงสาร อีกเรื่องที่อยากแจ้งต่อสาธารณชน คือผู้นำของคนพิการที่ได้รับโครงการมาเพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ บางทีก็ไม่ได้ช่วยเหลืออย่างจริงจัง ส่วนมากทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และกลุ่มของตนมากกว่า ในขณะที่มีผู้ยากไร้จำนวนมากเข้าไม่ถึงโครงการดีๆที่ผู้นำของคนพิการเขียนขอโครงมา โดยอ้างว่าจะช่วยเหลือผู้พิการ”
นอกจากนี้คุณพิมผกา ยังฝากไปยังหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ขอให้ร่วมมือกันอย่างจริงจังในการช่วยเหลือผู้พิการที่ด้อยโอกาสให้มากกว่านี้ และอยากให้ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ช่วยดูงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่ายของแต่ละโครงการเกี่ยวกับผู้พิการว่าได้ใช้ก่อเกิดประโยชน์จริงหรือไม่มากน้อยเพียงใด
ผู้ปกครองของกลุ่มเด็กดาวน์ซินโดรมอีกคนที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์อันเจ็บปวดที่ได้พบเจอคือ คุณวิสา พระการุณ (สาลี่)
คุณแม่ของด.ช.ชยาพร แก้ววิชิต หรือน้องกิมมิค วัย 5 ขวบ เล่าว่า ตอนลูกชายอายุประมาณ 2 ขวบครึ่ง ครูฝึกกายภาพแนะนำให้หาโรงเรียนที่เปิดรับเด็กเรียนร่วม โดยให้เหตุผลว่ากิมมิคควรได้เติบโตและเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกัน เพราะลูกชายเป็นเด็กที่เรียนรู้ผ่านการสังเกตและการเลียนแบบได้ดี การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน จึงน่าจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการได้มากขึ้น ตนจึงเริ่มค้นหาข้อมูลโรงเรียนต่างๆ และพบรายชื่อโรงเรียนที่ระบุว่าเปิดรับเด็กพิเศษเข้าเรียนร่วม โรงเรียนแรกเป็นโรงเรียนเอกชนใกล้บ้าน ทางโรงเรียนถามว่าพิการด้านไหน พอแจ้งเป็นดาวน์ซินโดรม คำตอบคือ รับเฉพาะเด็กออทิสติก ไม่รับเด็กดาวน์ซินโดรม
“โรงเรียนแรกผ่านไป จากนั้นเป็นโรงเรียนที่สอง สาม สี่ และห้า คำตอบก็ไม่ต่างกัน เหตุการณ์นี้ แม่อดคิดไม่ได้ว่า เพียงเพราะคำว่าดาวน์ซินโดรม ทีติดอยู่บนหน้าประวัติของลูก โอกาสในการแสดงศักยภาพของเขาก็หายไปตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม
หากเป็นเด็กออทิสติก อย่างน้อยอาจได้รับโอกาสให้เข้ามาทดสอบ ได้ให้โรงเรียนเห็นตัวตน เห็นความสามารถ และเห็นศักยภาพที่แท้จริงก่อนจะรับ แต่สำหรับเด็กดาวน์ซินโดรม กลับถูกปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปในโรงเรียนด้วยซ้ำ”คุณวิสา กล่าวถึงการเลือกปฏิบัติณ์ที่สะเทือนใจคนเป็นแม่ยิ่งนัก
อย่างไรก็ดี ถือว่ายังมีความโชคดีอยู่บ้าง เมื่อปีที่แล้วน้องกิมมิคอายุ 4ปี มีโอกาสเรียนในระบบการศึกษาปกติแล้ว ด้วยความช่วยเหลือและคำแนะนำจากกลุ่มแม่ของเด็กดาวน์ซินโดรมที่แบ่งปันข้อมูลช่วยบอกครู เล่าเรื่องกิมมิคให้ครูฟังว่าน้องทำอะไรได้บ้างแล้ว จนคุณครูปุ๋ยเปิดโอกาสให้น้องได้เข้าทดสอบก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่การรับเข้าทันที แต่เป็นการให้โอกาสได้พิสูจน์ตัวเองก่อน
“สำหรับคนเป็นแม่ นั่นคือความยุติธรรมที่เด็กทุกคนควรได้รับ หากน้องได้เข้ารับการประเมินแล้ว แต่ผลปรากฏว่ายังไม่พร้อม หรือไม่สามารถทำได้ตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด เชื่อว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่พร้อมยอมรับ และเคารพการพิจารณาของโรงเรียน สิ่งที่พวกเราอยากขอ ไม่ใช่การลดมาตรฐาน แต่เป็นการเปิดประตูแห่งโอกาส ขอเพียงอย่าปฏิเสธเด็กคนหนึ่งจากชื่อของภาวะที่เขามี ขอให้ได้เห็นตัวตน ความพยายาม และศักยภาพของเขาก่อน เพราะเด็กดาวน์ซินโดรมแต่ละคนแตกต่างกัน
และไม่มีใครควรถูกตัดสินว่าทำไม่ได้ ก่อนจะได้รับโอกาสให้ลองทำ บางครั้งสิ่งที่เด็กคนหนึ่งต้องการ อาจไม่ใช่แค่ความสงสารแต่เป็นเพียงโอกาสที่เท่าเทียมกับเด็กคนอื่นๆเท่านั้นเอง”แม่น้องกิมมิค ร้องขอเป็นธรรม
คุณวิไล(นามสมมุติ)”แม่น้องแตงไท “สิทธิพงศ์ พลศิริ” เป็นอีกคนหนึ่งที่ถ่ายทอดประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติให้ฟัง เธอเล่าว่า เมื่อตอนลูกชายอายุเพียง 4 ขวบ อยู่ในวัยแห่งการเรียนรู้ เป็นช่วงเวลาที่เด็กทุกคนควรได้เข้าโรงเรียน ได้พบเพื่อน ได้เรียนรู้การรอคอย การแบ่งปัน และการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น แต่สำหรับเด็กออทิสติก การได้เข้าโรงเรียนกลับไม่ใช่เรื่องง่าย หลายโรงเรียนปฏิเสธตั้งแต่ทราบว่าเป็นเด็กพิการ บางแห่งกังวลว่าจะดูแลไม่ได้ บางแห่งไม่มีบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะด้าน บางแห่งมองว่าการรับเด็กเพียงคนเดียวอาจกระทบต่อการเรียนของเด็กคนอื่น แม้เหตุผลเหล่านั้นอาจเกิดจากข้อจำกัดของแต่ละสถานศึกษา แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ เด็กคนหนึ่งสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ตั้งแต่ก้าวแรกของชีวิต ขณะที่ครอบครัวต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมหาศาลในการค้นหาโรงเรียนที่ยินดีเปิดประตูรับ
คุณแม่น้องแตงไท บอกว่า สำหรับครอบครัวของผู้พิการ การที่โรงเรียนตอบรับให้เข้าเรียน ไม่ใช่เพียงการได้รับสิทธิ์เข้าเรียน แต่เป็นการได้รับการยอมรับว่าลูกก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเมื่อผ่านเรื่องโรงเรียนมาได้ ความท้าทายก็ยังไม่สิ้นสุด ห้องสมุดซึ่งควรเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของทุกคน กลับกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กพิเศษเข้าไม่ถึง แม้ลูกจะมีความสนใจใฝ่รู้ อยากเปิดหนังสือ อยากสำรวจสิ่งใหม่ๆ แต่ด้วยข้อกำหนดด้านการใช้สถานที่ ความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรม หรือความไม่มั่นใจของผู้ดูแลสถานที่ ทำให้ลูกไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่เช่นเดียวกับเด็กคนอื่น
“คำถามที่น่าคิดคือ…เด็กออทิสติกไม่ควรมีสิทธิ์รักการอ่านเหมือนเด็กทั่วไปหรือแท้จริงแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ใช่ความพร้อมของเด็ก แต่คือความพร้อมของสังคมในการออกแบบพื้นที่ให้ทุกคนเข้าถึงได้ แม้แต่การออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ก็ยังเต็มไปด้วยข้อจำกัด หลายครั้งที่แม่พาลูกไปว่ายน้ำ ไปสนามกีฬา หรือสวนสาธารณะ กลับถูกตักเตือนเรื่องการแต่งกาย ถูกห้ามใช้อุปกรณ์ หรือถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ทั้งที่ไม่มีใครเข้ามาสอบถามก่อนว่าเด็กมีข้อจำกัดอย่างไร ต้องการความช่วยเหลือแบบไหน หรือสามารถปรับวิธีการใช้พื้นที่ร่วมกันได้หรือไม่”คุณวิไล ระบายความอัดอั้นตันใจ
เธอเล่าต่อว่า เหตุการณ์เหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับคนทั่วไป แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันค่อยๆ สร้างกำแพงที่ทำให้ผู้พิการรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกของพื้นที่สาธารณะ หลายครั้งการเลือกปฏิบัติไม่ได้เกิดจากความเกลียดชัง แต่เกิดจากความไม่รู้ ความกลัว และความเคยชินในการตัดสินจากสิ่งที่เห็น คนจำนวนมากเข้าใจว่าผู้พิการต้องเป็นผู้ที่นั่งรถเข็น ตาบอด หรือใช้ไม้เท้า
ทว่าในความเป็นจริง ความพิการจำนวนมากไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก โดยเฉพาะความพิการทางพัฒนาการหรือด้านการสื่อสาร เช่น ออทิสติก ซึ่งบางคนพูดไม่ได้ บางคนสื่อสารได้ไม่เหมือนคนทั่วไป บางคนไวต่อเสียงหรือแสง บางคนแสดงอารมณ์แตกต่างจากคนทั่วไป สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การไม่มีมารยาท หรือการไม่เชื่อฟัง แต่เป็นลักษณะของความพิการที่สังคมควรเรียนรู้ หากเจ้าหน้าที่ บุคลากร หรือผู้ให้บริการในพื้นที่สาธารณะได้รับการอบรมให้เข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ หลายเหตุการณ์มองว่าคงไม่จบลงด้วยการห้าม การปฏิเสธ หรือการไล่ออก แต่ควรจะจบลงด้วยการช่วยกันหาทางออกที่ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้
คุณแม่น้องเด็กออทิสติกผู้นี้ อธิบายด้วยว่า ผู้พิการแต่ละประเภทมีความต้องการแตกต่างกัน ไม่มีรูปแบบใดที่ใช้ได้กับทุกคน ดังนั้นการออกแบบพื้นที่สาธารณะจึงไม่ควรเป็นเพียงการสร้างทางลาดหรือห้องน้ำสำหรับรถเข็นเท่านั้น แต่ควรรวมถึงการจัดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับผู้พิการทางพัฒนาการ ผู้พิการทางการได้ยิน ผู้พิการทางการมองเห็น และผู้พิการประเภทอื่น ๆ ด้วย
พื้นที่ออกกำลังกาย ห้องสมุด โรงเรียน สวนสาธารณะ และแหล่งเรียนรู้ ควรเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกันได้ โดยมีการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับความต้องการที่หลากหลาย ไม่ใช่การแยกผู้พิการออกจากสังคม แต่เป็นการทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและเคารพซึ่งกันและกัน
“สังคมที่น่าอยู่ ไม่ได้วัดจากความทันสมัยของอาคารหรือเทคโนโลยี แต่สะท้อนจากวิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้ที่เปราะบางที่สุดเพราะในท้ายที่สุดผู้พิการไม่ได้ต้องการความสงสาร ไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษ และไม่ได้ต้องการให้ใครลดมาตรฐานเพื่อพวกเขา สิ่งที่พวกเขาต้องการ มีเพียงประตูที่เปิดกว้าง พื้นที่ที่เข้าไปได้ และโอกาสที่เท่าเทียมในการเรียนรู้ การเติบโต และการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับทุกคน”คุณแม่น้องแตงไท เรียกร้องต่อผู้คนสังคม
ทีนี้ลองมาฟังในส่วนของผู้ที่ทำงานด้านนี้บ้าง ดร.กมลพรรณ พันพึ่ง กรรมการ มูลนิธิสภาศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการประเทศไทย ถ่ายทอดให้ฟังว่า ได้ยินเรื่องเล่าของเพื่อนคนพิการที่ถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม หมายถึง”การปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มคนที่ด้อยหรือน้อยกว่ามาตรฐานระดับพื้นฐานของคนทั่วไปในสังคม อันเนื่องมาจากความพิการ” สิ่งนี้ดูเหมือนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยแบบไม่รู้ตัว การปฏิบัติต่อคนกลุ่มน้อย คนที่มีลักษณะไม่เหมือนและคิดว่าคนกลุ่มน้อยนั้นด้อยกว่า
เพื่อนคนพิการทางร่างกาย เล่าด้วยว่า ตั้งแต่ในวัยเด็ก มักถูกเพื่อนล้อเลียนด้วยความสนุก หรือบางคนคุ้นเคยกันก็ใช้คำเรียกแทนตัว อย่างคำว่า อ้าย อี ‘เป๋’ ‘ด้วน’ หากเป็นเพื่อนคนพิการผู้หญิงจะรู้สึกอาย ไม่มั่นใจในตัวเอง พยายามหลบ ส่งผลไปถึงการไม่ค่อยออกไปนอกบ้าน เพราะไม่อยากให้ผู้คนเห็นตัวเอง เอาแขนหรือมือที่นิ้วสั้น หรือไม่มีนิ้ว ซ่อนไว้ในเสื้อหรือกางเกงตลอดเวลา
ในวัยเรียน แม้สถาบันการศึกษารับเข้าเรียน แต่ขาดการจัดกระบวนการเรียนรู้ - สื่อ อุปกรณ์การเรียน ที่เหมาะกับลักษณะการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้เมื่อจบการศึกษาแล้ว เด็กอาจไม่ได้มีความรู้ตามมาตรฐานของการศึกษาเสมือนเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ไม่มีความพิการ
สำหรับคนที่ก้าวข้ามอุปสรรค เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยได้ เด็กกลุ่มออทิสติก และกลุ่มสมาธิสั้น พบปัญหาเพื่อนไม่ให้เข้ากลุ่มเพราะเห็นว่าพฤติกรรม คำพูดแปลก พูดคุยกับเพื่อนไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่เข้าใจกัน เข้ากับกลุ่มเพื่อนไม่ได้ การพูดหน้าชั้นเรียนบางครั้งพูดมากเกินไป เพราะไม่รู้ว่าจะหยุดตรงไหน ตรงไหนเหมาะสม
กลุ่มคนตาบอดไม่สามารถอ่านเอกสารได้ หากไม่มีอักษรเบรลล์ หรือสมัยใหม่มีการใช้คอมพิวเตอร์แต่ไม่มีโปรแกรมช่วยอ่านออกเสียงก็ทำให้ใช้งานไม่ได้ อาศัยเพียงโทรศัพท์เคลื่อนที่บางรุ่นที่จะมีฟังก์ชันอ่านออกเสียงได้
ในวัยทำงานคนพิการแทบทุกกลุ่มจะพบปัญหาในการสมัครเข้าทำงาน หลายคนไม่ได้เข้าสัมภาษณ์งานหากฝ่ายบุคคลทราบว่าเป็นคนพิการ บางบริษัทคาดหวังให้คนพิการทำงานในตำแหน่งที่อาศัยเทคนิคเฉพาะหรือทักษะสูงอย่างเช่น วิศวกร ช่างเทคนิค ซึ่งคนพิการจำนวนน้อยที่มีโอกาสเข้าเรียนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่เพียงพอกับความต้องการดังกล่าว
ในตรงกันข้าม บางบริษัทจ้างคนพิการเข้าทำงาน แต่มอบหมายงานที่ต่ำกว่าความสามารถ ทำงานที่ไม่มีคุณค่า ไม่ได้รับการพัฒนาความสามารถตามกระบวนการของหน่วยงานที่ควรจะเป็น
กลุ่มบุคคลออทิสติกวัยผู้ใหญ่ วัยทำงานที่ต้องการคิดตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ตั้งคำถามว่าเหตุใดนายจ้างในสถานที่ทำงาน เมื่อเกิดเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ตกลงไม่ได้ เหตุใดนายจ้างต้องโทรศัพท์ไปขอการตัดสินใจจากพ่อแม่ผู้ปกครอง แทนการพูดคุยทำความเข้าใจกับตนเอง ลักษณะการสื่อสาร การแสดงออกความรู้สึก ความสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคลออทิสติกยังมีลักษณะที่คนในสังคมเห็นว่าเป็นเรื่องแปลก หรือตีความว่าไม่สามารถคิดตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
ดร.กมลพรรณ มองว่า สังคมปัจจุบันเปิดโอกาสให้คนพิการเข้าสู่สังคมได้ดีขึ้นกว่าในอดีต ปัจจุบันประเทศไทยประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่องการเลือกปฏิบัติเชิงบวก (Positive discrimination) หมายถึง การเลือกปฏิบัติเพื่อช่วยให้คนที่เสียเปรียบหรือกลุ่มเปราะบางในสังคมสามารถเข้าถึงโอกาสได้ทัดเทียมกับคนทั่วไป หรือเป็นการชดเชยความไม่เท่าเทียมที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เช่น การกำหนดโควต้านักศึกษาพิการในสถาบันการศึกษา โครงการโควต้ารับคนพิการเข้าทำงานในหน่วยงานรัฐ และเอกชน การจัดตั้งที่จอดรถหรือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุและสตรีมีครรภ์
“ดิฉันสนับสนุนแนวคิดของ ดร.กิตติทร สุดประเสริฐ เป็นอาจารย์ประจำและผู้ช่วยคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ที่กล่าวถึงว่า "การปรับเปลี่ยนที่สมเหตุสมผล" (Reasonable Accommodation) = การไม่เลือกปฏิบัติ การเปิดโอกาสและสนับสนุนทุนให้คนพิการได้ทำกิจกรรมรวมกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ให้ได้คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์มีความสำคัญ” ดร.กมลพรรณ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สังคมไทยก็ยังมิติที่ดีๆให้เห็น เพื่อกำจัดอุปสรรคความไม่เท่าเทียมกันของผู้คน นั่นคือการขับเคลื่อนของหลายภาคส่วนในการเดินหน้าร่างพ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ….เพื่อนำกฏหมายนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างสังคมที่เท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม
คุณเสถียร ทันพรม ฝ่ายประสานงานนโยบาย เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (MovED) ให้รายละเอียดเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ….นี้ว่า ร่างกฎหมายนี้เป็นการป้องกันการละเมิด และขจัดการเลือกปฏิบัติ ปัจจุบันมีอยู่ 3 ร่าง ฉบับแรกเป็นของภาคประชาสังคม ฉบับที่ 2 เป็นของคณะรัฐมนตรี โดยมอบหมายให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ยกร่าง ฉบับที่ 3 เป็นฉบับของพรรคเพื่อไทย ซึ่งทั้ง 3 ฉบับยังไม่เข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 1 ว่าจะรับหรือไม่รับหลักการ โดยทั้ง 3 ฉบับต่างให้ความสำคัญในการเป็นกฎหมายกลางที่จะไม่ให้มีการตีตราและการเลือกปฏิบัติ หรือถ้ามีเหตุการณ์การเลือกปฏิบัติขึ้นก็มีมาตรการในการปกป้อง คุ้มครอง และเยียวยา
“ถ้าร่างพ.ร..นี้ได้บัญญัติเป็นกฎหมาย จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นานาอารยประเทศให้ความสำคัญกับไทยว่าเป็นประเทศที่ยอมรับในหลักการสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชน ต้องฝากพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันติดตามว่า ร่าง พ.ร.บ. ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล จะไปสุดทางกันเมื่อไหร่ แต่หวังว่ารัฐบาลคุณอนุทินจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยการเร่งรัดร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่การประชุมของคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว”
คำบอกเล่าของแม่ๆเด็กพิเศษ และผู้ทำงานเกี่ยวข้อง คงทำให้เห็นแล้วว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะสิ่งที่คนพิการทุกประเภทไม่ได้รับสิทธิขึ้นพื้นฐานเท่าเทียมกับคนปกติมีอะไรบ้าง รวมถึงการถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งหลายฝ่ายมองตรงกันว่า ร่าง พ.ร.บ. ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องช่วยกันผลักดันให้ร่างพ.ร.บ.นี้ออกเป็นกฎหมายโดยเร็ว






