20 องค์กรคนพิการหวั่น คนพิการไม่ได้ฟื้นฟูสมรรถภาพต่อเนื่อง เหตุ สปสช. ปรับเกณฑ์เป็นจัดทำโครงการเพื่อรับงบ

20 องค์กรคนพิการหวั่น คนพิการไม่ได้ฟื้นฟูสมรรถภาพต่อเนื่อง เหตุ สปสช. ปรับเกณฑ์เป็นจัดทำโครงการเพื่อรับงบ

20 องค์กรคนพิการ ยืนยันบทบาท “หน่วยบริการ ม.3” กังวลงบหนุนเครือข่ายจัดบริการ “ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ” สะดุด หลังปรับหลักเกณฑ์ใหม่ เป็นการจัดทำโครงการเพื่อรับงบจาก “กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับจังหวัด” คกก.กองทุนฯ หวั่นกระทบคนพิการไม่ได้รับบริการฟื้นฟูฯ ต่อเนื่อง

วันที่ 11 ม.ค. 2569 เครือข่ายองค์กรคนพิการ 20 องค์กร นำโดยนายวันเสาร์ ไชยกุล กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านงานคนพิการหรือผู้ป่วยจิตเวช และคณะตัวแทนเครือข่ายองค์กรฯ เข้าพบ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อร่วมหารือ “ข้อเสนอการทบทวนแนวทางสนับสนุนหน่วยบริการตามมาตรา 3 โดยภาคประชาชน ด้านบริการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยกระบวนการทางการแพทย์ของเครือข่ายคนพิการ” ภายใต้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ

นายวันเสาร์ กล่าวว่า ที่มาในวันนี้เนื่องจากเครือข่ายองค์กรคนพิการมีความกังวลต่อแนวทางการดำเนินงานของหน่วยบริการตามมาตรา 3 โดยภาคประชาชน ด้านบริการฟื้นฟูสมรรถภาพฯ ของเครือข่ายคนพิการ

นอกจากประเด็นการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการตามมาตรา 3 แล้ว ยังทราบว่า สปสช. มีแนวทางปรับเปลี่ยนจากการเบิกจ่ายตาม “รายการบริการ ในอัตราค่าบริการที่สำนักงานกำหนด” ไปสู่การจัดทำ “โครงการโดยให้ได้รับการสนับสนุนค่าบริการผ่านกองทุนฟื้นฟูระดับจังหวัด” ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการเข้าถึงบริการและความต่อเนื่องในการรับบริการของคนพิการ

ดังนั้น เครือข่ายองค์กรคนพิการจึงขอร่วมหารือและมีข้อเสนอให้ สปสช. คงการเบิกจ่ายตามกลไกเดิม เนื่องจากจะช่วยเอื้อต่อการเข้าถึงบริการของคนพิการแล้ว ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาค โดยสามารถรองรับการเข้ารับบริการของคนพิการข้ามพื้นที่ได้

น.ส.เครือวัลย์ เที่ยงธรรม ศูนย์บริการคนพิการลิฟวิ่ง กล่าวเสริมว่า ทางศูนย์ฯ มีความกังวลอย่างมาก เนื่องจากเป็นองค์กรที่ให้บริการด้านจิตเวชโดยไม่แสวงหาผลกำไร การให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพฯ ของเครือข่ายมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโดยตรง

หากปรับเป็นการดำเนินงานในรูปแบบโครงการ อาจก่อให้เกิดอุปสรรคอย่างมาก ทั้งในด้านขั้นตอนการเขียนโครงการที่ยุ่งยาก และการเบิกจ่ายงบประมาณที่ไม่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน หลักเกณฑ์การพิจารณาโครงการยังมีความแตกต่าง ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการให้ความสำคัญของคณะกรรมการกองทุนฯ ในแต่ละพื้นที่ อีกทั้งบางจังหวัดยังไม่มีการจัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับจังหวัด

นายสุบิน แบขุนทด สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในปีนี้ ศูนย์บริการคนพิการที่ฝึกทักษะการสร้างความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว (Orientation & Mobility: O&M) สำหรับคนผู้พิการทางสายตา ได้ขึ้นทะเบียนร่วมเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 ในระบบแล้วจำนวน 25 แห่ง เกิดความกังวล เมื่อทราบว่า สปสช. กำลังปรับแนวทางการสนับสนุนงบประมาณ โดยใช้กลไกระดับจังหวัด

จากที่ผ่านมา เครือข่ายคนพิการทางสายตาไม่เคยได้รับการสนับสนุนโครงการจากกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพฯ อาจเนื่องจาก คกก.ไม่ได้ให้ความสำคัญกับองค์กรคนพิการ ทั้งที่บริการ O&M ถือเป็นบริการพื้นฐานที่คนพิการทางสายตาทุกคนจำเป็นต้องได้รับ เพื่อฝึกทักษะการดำรงชีวิตและนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี หากต้องรับการสนับสนุนผ่านโครงการที่มีเงื่อนไขด้านเวลา อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการรายบุคคลที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในปี 2569 ยังมีศูนย์ O&M อีก 20 แห่งที่เตรียมขอขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 เพิ่มเติม ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากแนวทางดังกล่าว

นางสาวนิลวรรณ ปิติพัฒน์ สมาคมคนหูหนวกจังหวัดนครพนม กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีคนหูหนวกที่ไม่รู้ภาษามือกว่า 80,000 คน จากจำนวนคนหูหนวกกว่า 400,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างมากในการใช้ชีวิต เนื่องจากไม่สามารถสื่อสารกับคนหูหนวกทั่วไปได้ ส่งผลให้ขาดการมีส่วนร่วมในสังคม

เครือข่ายองค์กรคนหูหนวกในพื้นที่ต่าง ๆ จึงร่วมกันเข้าไปฝึกสอนภาษามือให้กับคนกลุ่มนี้ โดยการเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 ในระบบบัตรทองที่ผ่านมา ทำให้มีงบประมาณต่อเนื่องในการสนับสนุนการดำเนินงาน หากมีการปรับเปลี่ยนกลไกการเบิกจ่าย อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานโดยตรง และการฝึกสอนภาษามือจำเป็นต้องมีความต่อเนื่องจึงจะเกิดประสิทธิผล

นายอุดมโชค ชูรัตน์ ประธานมูลนิธิสภาศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการประเทศไทย กล่าวว่า เครือข่ายองค์กรคนพิการมีความกังวลต่อการจัดทำโครงการเพื่อขอรับงบประมาณจากกองทุนฟื้นฟูฯ เนื่องจากที่ผ่านมาในมุมมองของจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มักมองว่าการให้บริการคนพิการไม่ใช่บทบาทขององค์กรคนพิการ แต่เป็นหน้าที่ขององค์กรการแพทย์และสาธารณสุข ทำให้การขอรับงบประมาณในประเด็นนี้เป็นเรื่องยาก อีกทั้งในคณะกรรมการกองทุนฯ แม้จะมีสัดส่วนภาคประชาชน แต่มีคนพิการที่เข้าร่วมเป็นตัวแทนใน คกก. เพียงบางแห่งเท่านั้น ขณะเดียวกัน การเบิกจ่ายผ่านกองทุนฟื้นฟูฯ ยังจำกัดเฉพาะคนพิการในพื้นที่หรือจังหวัดนั้น ไม่สามารถใช้กับคนพิการที่มาจากต่างจังหวัดได้

ในมุมมองจากภายนอกส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจบทบาทการเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 ของเครือข่ายองค์กรคนพิการ หากให้ไปอยู่ที่กองทุนฯ จังหวัด ก็จะเป็นปัญหาได้

ด้าน นพ.จเด็จ กล่าวว่า สปสช. ให้ความสำคัญกับการดูแลคนพิการในทุกมิติ ไม่เพียงเพื่อให้เข้าถึงบริการเท่านั้น แต่ยังมุ่งสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่ผ่านมาจึงสนับสนุนการให้บริการคนพิการโดยเครือข่ายองค์กรคนพิการ ตามมติบอร์ด สปสช. ที่เห็นชอบให้ร่วมเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 โดยมีการทยอยขึ้นทะเบียนเครือข่ายองค์กรฯ ที่มีความพร้อมและผ่านการอบรมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเครือข่ายองค์กรคนพิการที่ขึ้นทะเบียนแล้วจำนวน 65 แห่ง และอยู่ระหว่างเตรียมขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมอีกจำนวน 106 แห่ง

“โจทย์สำคัญในวันนี้ คือจะทำอย่างไรให้คนพิการสามารถเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพฯ ที่ควรได้รับ เพราะปัจจุบันยังมีคนพิการจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงบริการ เช่น การฝึก O&M หรือการฝึกการดำรงชีวิตอิสระ เมื่อได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 แล้ว หน่วยบริการต้องดำเนินการในส่วนนี้ ขณะที่งบประมาณสนับสนุนและแนวทางดำเนินการ เป็นหน้าที่ของ สปสช. ที่ต้องรับไปดำเนินการ” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับจังหวัด มีเพียง 2 จังหวัด คือ จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านยังสามารถเบิกจ่ายตามหลักเกณฑ์เดิมได้ ส่วนจังหวัดอื่นๆ ให้ดำเนินการผ่านการจัดทำโครงการของกองทุนฯ ทั้งนี้ ปัญหาและอุปสรรคที่ได้รับฟังในวันนี้ เป็นหน้าที่ของ สปสช. ที่จะต้องไปหารือและชี้แจงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยจะมีการจัดทำหนังสือซักซ้อมความเข้าใจและประชุมชี้แจงกองทุนฯ รวมถึงจัดอบรมการเขียนโครงการ พร้อมมอบหมายให้ สปสช. เขต ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการเขียนโครงการและประสานงานกับท้องถิ่น โดย สปสช. ส่วนกลางและ สปสช. เขต จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

“การทำงานในระดับชุมชนจำเป็นต้องกระจายอำนาจ ขอความเข้าใจในปรัชญาการบริหารงบประมาณ แม้จะมีบางพื้นที่ที่การดำเนินงานยังไม่เป็นไปตามความคาดหวัง แต่ก็มีหลายจังหวัดที่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนประเด็นที่ยังติดขัด สปสช. ต้องร่วมกันแก้ไข งานนี้อาจเป็นการฝืนกระแสสังคม เนื่องจากยังมีคำถามต่อบทบาทของเครือข่ายองค์กรคนพิการ แต่ทั้งหมดเป็นการบริการชุมชนและเป็นสิ่งใหม่ที่เรากำลังร่วมกันขับเคลื่อน ซึ่งขอให้ช่วยกันเดินหน้าต่อไป” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

เครือข่ายองค์กรคนพิการ ที่เป็นหน่วยบริการ ตามมาตรา 3 และเครือข่ายคนพิการรักสุขภาพ 20 องค์กร ที่ได้เข้าร่วมหารือในครั้งนี้ ประกอบด้วย

1. เครือข่ายคนพิการรักสุขภาพ

2. สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย

3. สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

4. สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย)

5. มูลนิธิออทิสติกไทย

6. มูลนิธิสภาศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการประเทศไทย

7. สมาคมชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ

8. ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการจังหวัดนนทบุรี

9. การดำรงชีวิตอิสระคนพิการจังหวัดปทุมธานี

10. ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการจังหวัดชลบุรี

11. มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

12. ศูนย์บริการคนพิการลิฟวิ่ง

13. ศูนย์บริการคนพิการทางจิตสายใยครอบครัว

14. สมาคมคนหูหนวกจังหวัดนครพนม

15. สมาคมคนหูหนวกจังหวัดศรีสะเกษ

16. ศูนย์บริการส่งเสริมศักยภาพคนหูหนวกจังหวัดเชียงใหม่

17. ศูนย์บริการคนหูหนวกจังหวัดเชียงใหม่

18. ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ชมรมคนหูหนวกจังหวัดตรัง

19. ศูนย์บริการคนหูหนวกจังหวัดกำแพงเพชร

20. มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ

ขอบคุณ... https://www.hfocus.org/content/2026/01/36652

ที่มา: hfocus.org/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย 13 ม.ค.69
วันที่โพสต์: 13/01/2569 เวลา 15:35:38 ดูภาพสไลด์โชว์ 20 องค์กรคนพิการหวั่น คนพิการไม่ได้ฟื้นฟูสมรรถภาพต่อเนื่อง เหตุ สปสช. ปรับเกณฑ์เป็นจัดทำโครงการเพื่อรับงบ