อัจฉริยะ"แอสเพอร์เกอร์" ว่าที่"ไอน์สไตน์"คนต่อไป!

แสดงความคิดเห็น

กลางบน-แม่ของเจค็อบ กลางล่าง-วัยทารก ล่างขวา-สื่อตีพิมพ์ประวัติชีวิตอัจฉริยะวัยเยาว์

เด็กชายบรรจงเขียนสมการคณิตศาสตร์นับร้อยสูตรอย่างขะมักเขม้น ลงบนกระจกใสบานแล้วบานเล่าในบ้านของ นางคริสติน บาร์เน็ต สุภาพสตรีชาวอเมริกัน แต่แปลกที่ผู้เป็นแม่กลับไม่ปวดหัวกับ ฝีมือของลูกชายตัวดีทั้งยังส่งเสริมให้ลูกเขียนอะไรเอาไว้ที่จุดใดในบ้านก็ได้โดยไม่กลัวหมึกเปื้อนสกปรกเพราะ "เจค็อบ บาร์เน็ต" ลูกชายคนโตวัย 14 ย่าง 15 ปีของ คริสติน มีสมองที่ดีเยี่ยมเข้าขั้นระดับอัจฉริยะ จนได้รับการขนานนามจากสื่อว่า"ไอน์สไตน์คนต่อไป"แม้เกิดมามีพัฒนาการทางสมองช้า!

ย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อน คริสตินถึงกับหมดหวัง เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่า เจค็อบ วัย 2 ขวบ ลูกคนแรกจากลูกชายทั้งหมด 3 คนของเธอ ป่วยเป็นโรคออทิสติก เพราะในช่วงวัย 14 เดือนที่ผ่านมา เจค็อบไม่เคยพูดไม่แสดงสีหน้าอารมณ์และชอบทำอะไรคนเดียวซ้ำไปซ้ำมา แพทย์ต่างให้การบำบัด รักษาเขาเช่นเดียวกับวิธีที่ดูแลเด็กพิเศษคนอื่นๆ จนกระทั่งเจค็อบส่งสัญญาณให้รู้ว่าแพทย์วินิจฉัยผิด ก่อนจะเผยแววอัจฉริยะออกมา เพราะเจค็อบเรียนรู้ตัวอักษรได้ก่อนที่เขาจะหัดเดิน ฟังคำสั้นๆ รู้เรื่องก่อนจะอายุครบ 1 ขวบ เสียอีก

เจค็อบ บาร์เน็ต วันหนึ่งในช่วงหน้าร้อน คริสตินและครอบครัวไปพักร้อนที่ต่างจังหวัดคืนนั้นเธอพาลูกชายขึ้นไปนอนดูดาวบนหลังคารถ เจค็อบดูจะสนใจสิ่งที่อยู่บนท้องฟ้ามาก เมื่อกลับมาบ้านคุณแม่จึงตัดสินใจพาเจค็อบไปงานบรรยายเรื่อง "ดาวอังคาร" ที่ท้องฟ้าจำลอง ระหว่างบรรยาย วิทยากรก็ถามขึ้นมาว่า "มีใครทราบหรือไม่ว่าทำไมดวงจันทร์ที่โคจรรอบดาวอังคารจึงมีลักษณะเป็นรูปไข่" ปรากฏ ว่า จู่ๆ เจ้าหนูเจค็อบยกมือขึ้น แล้วถามว่า "ขอโทษนะครับ คุณช่วยบอกขนาดของดวงจันทร์ได้ไหม" วิทยากรตอบคำถามเขา แล้วเจค็อบก็อธิบายออกมาว่า "เป็นเพราะดวงจันทร์ที่โคจรรอบดาวอังคารมีขนาดเล็ก มันจึงมีมวลขนาดเล็ก ดังนั้น ดวงจันทร์จึงไม่มีแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะคงรูปเป็นทรงกลมโดยสมบูรณ์"ทุกคนที่ได้ยินต่างเงียบด้วยความทึ่งในความสามารถของเจค็อบ นั่นเป็นครั้งแรกที่คริสตินได้ฟังบทสนทนาที่ยาวที่สุดจากปากลูกชายของเธอในวัยเพียง 3 ขวบ ที่จริงแล้ว เจค็อบป่วยเป็นแอสเพอร์เกอร์ (Asperger"s Syndrome)โรคดังกล่าวค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1940 โดยนายแพทย์ฮานส์แอสเพอร์เกอร์ อาการมีลักษณะใกล้เคียงกับออทิสติกมาก โดยเป็นความบกพร่องทางพัฒนาการรูปแบบหนึ่งที่มีความผิดปกติของพัฒนาการด้านสังคมและการสื่อสาร เด็กที่เป็นแอสเพอร์เกอร์นั้นจะแตกต่างจากเด็กที่เป็นออทิสติกซึ่งมีปัญหาการพูดรวมทั้งอาการผิดปกติอย่างอื่นที่รุนแรงกว่า

คนจึงมักเข้าใจว่าแอสเพอร์เกอร์ คือออทิสติก แต่เป็นออทิสติกที่มีศักยภาพสูงกว่า และมีปัญหามากกว่าในทักษะการเข้าสังคมโดยเฉพาะการสื่อสารและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพราะไม่สามารถเข้าใจความหมายของการประชดเปรียบเปรยได้ แต่ เจค็อบได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาแตกต่างจากคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการดูแลอย่างดีจากครอบครัวแม้ว่าครอบครัวต้องเผชิญกับลูกชายทั้ง3คนที่มีภาวะบกพร่องคล้ายๆกัน

ไอน์สไตน์ ทั้งนี้ เจค็อบเองเชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ ส่วนน้องชายอีก 2 คน "อีธาน" มีความสนใจในเรื่องชีววิทยา และ "เวสลี่" สนใจเรื่องอุตุนิยมวิทยา เจค็อบกลายเป็นเด็กหัวกะทิของโรงเรียน มีไอคิวอยู่ในระดับ 170 ซึ่งสูงกว่าไอคิวของ "ไอน์สไตน์" ยอดอัจฉริยะฟิลิกส์โลก เด็กแอสเพอร์เกอร์คนนี้มีความสามารถจดจำจำนวนหน้าต่างทุกบานบนตึกที่เขาได้เห็นเพียงแค่ครั้งเดียว ในวัย 8 ขวบ เจค็อบเข้าเรียนสาขาดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่าจบจากมหาวิทยาลัยเปอร์ดูในวัย10ขวบ และตอนนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาโทเพื่อที่จะต่อปริญญาเอกในสาขาควอนตั้มฟิสิกส์

"ผมใช้เวลาตลอดปิดเทอมนั่งวาดรูปทรงเรขาคณิตในความคิดของผม นับ 100 รูปทรง ลงบนกระดาษเป็นพันๆ ใบ จนกระทั่งผมสามารถแก้ปัญหาโจทย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ได้ ผมเลยมานั่งคิดว่า มันเปลืองกระดาษ เลยย้ายไปเขียนบนไวต์บอร์ด และบานหน้าต่าง ผมยังพยายามพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมคิดได้มันเป็นสิ่งผิดหรือไม่ตลอดเวลา ก่อนที่จะย้ายมาครุ่นคิดกับเรื่องสมการคณิตศาสตร์" เจค็อบเล่าให้ ผู้สื่อข่าวอเมริกันฟัง

ในที่สุด เจค็อบก็เกิดไอเดียอัดวิดีโอลงเว็บไซต์ยูทูบ เพื่อสอนคณิตศาสตร์แคลคูลัสให้กับผู้ที่สนใจ จนทำให้มีผู้ชมติดตามเป็นจำนวนมาก ทั้งตะลึงกับความสามารถของเด็กชายวัย 15 ปี คนนี้ "ผมชอบออทิสติกมันเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกผม"อัจฉริยะวัยรุ่นกล่าว

ความปราดเปรื่องของเจค็อบ กลายเป็นที่สนใจของสาธารณชนมากขึ้น จนได้รับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์หลายรายการ เช่น ในรายการ "60 มินิตส์" คริสตินเล่าว่า เธอเปิดศูนย์เพื่อการบำบัดรักษาและพัฒนาเด็กออทิสติกและเด็กพิเศษเมื่อปีพ.ศ.2543โดยให้เด็กๆได้เลี้ยงสัตว์เพื่อปรับพฤติกรรม

"เจค็อบเชื่อว่า เราทุกคนมีความสามารถพิเศษเฉพาะอย่างในตัวเอง อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นและนำมันมาใช้" คริสตินกล่าวอารมณ์ ขันยังเป็นเสน่ห์ที่โดดเด่นอีกข้อของเด็กคนนี้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งที่คริสตินให้สัมภาษณ์รายการอยู่กับเจค็อบ เธอถามเขาว่า "ถ้าแม่ลุกไปซักประเดี๋ยวได้ไหม" เจค็อบตอบ "ได้ครับ แต่อย่านานนักนะ ผมไม่อยากให้แม่ต้องออกทีวีนานๆ" พิธีกรรวมทั้งทุกคนที่นั่งฟังการสัมภาษณ์ต่างงุนงงกับคำพูดดังกล่าวจนเขาต้องหยุดคิดซักพักแล้วอธิบายให้ฟังว่า"เป็นคำพูดประชดน่ะครับ..."

ล่าสุด เจค็อบทิ้งประเด็นน่าสนใจไว้ในรายการ "เท็ด เอ็กซ์ ทีน" ที่เชิญมาพูดถึงความอัจฉริยะในหัวข้อ "ภูมิปัญญาของความไม่รู้" ว่า "การที่จะประสบความสำเร็จได้ คุณต้องทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยมุมมองที่สร้างสรรค์ในแบบของคุณเอง อย่าผูกขาดที่จะเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งโดยตรง จงหยุดเรียนแต่อย่าหยุดคิด เพราะในวัย 3 ขวบ ผมสอบตกการวาดภาพสีน้ำด้วยนิ้วมือ ในขณะที่ผมเข้าใจสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติเป็นอย่างดี อย่างเช่นที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ถูกบังคับให้คิดและทำสิ่งต่างๆ ให้กลมกลืนกับสังคม แต่เมื่อปฏิเสธที่จะทำอย่างที่คนทั่วไปทำ เขาเลยกลายเป็นคนแปลกแยกของสังคม ทั้งที่ไอน์ สไตน์พยายามจะแก้ปัญหาเดียวกันกับที่ทุกคนแก้ด้วยวิธีและมุมมองที่หลากหลายและแตกต่างออกไป"เจค็อบพูดบนเวที

ในรายการเท็ด เอ็กซ์ ทีน เจค็อบไม่ได้สอนสิ่งที่ยุ่งยากหรือเป็นหลักการให้กับคนฟังตรงกันข้ามกลับแนะนำให้เราเริ่มฟิสิกส์ด้วยการมองจากสิ่งง่ายๆใกล้ตัว เช่น คุกกี้ ล้อสเกตบอร์ด อะไรที่เป็นทรงกลม ไปจนถึงกลไกการทำงาน แล้วนำมาคิดหาเหตุผล พร้อมทั้งพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองคิด ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไปอยู่เสมอ

"ผมหวังว่า จะสามารถทำให้คุณมั่นใจได้ว่าเราควรจะหยุดเรียน ลืมสิ่งที่คุณเคยรู้ซะ ช่วงเวลาในการสร้าง สรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเราเลิกเรียนรู้จากตำรา คุณต้องหยุดทำบางสิ่งที่คุณไม่ชอบ เพื่อให้ครูหรือเพื่อนร่วมงานของคุณพอใจในสิ่งที่คุณไม่ได้เป็น และหวังว่าคุณจะลองเก็บความท้าทายนี้ที่ผมบอกไปคิด แล้วออกไปค้นหาสิ่งที่คุณอยากจะทำจริงๆโดยทำตามความฝันแล้วนำมาปรับใช้ในโลกของความเป็นจริง"

นอกจากนั้น เจค็อบยังพิสูจน์ว่าทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเก๋าหลายคน ผิดบ้าง หรือขาดความสมบูรณ์บ้าง อย่างทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของ "เซอร์ ไอแซ็ก นิวตัน" ความพิเศษอยู่ที่โจ๋อเมริกันคนนี้ไม่ได้รู้จากการเรียน แต่เกิดจากการที่ใช้เวลานั่งขบคิดตัวเลข ถอดสมการ และหารูปทรงด้วยตัวเอง ซึ่งบางครั้งมันคือสูตรคณิตศาสตร์อันนำมาสู่ทฤษฎีฟิสิกส์ที่มีอยู่แล้ว

จนทำให้หลายคนจับตาว่าวันหนึ่ง เจค็อบอาจจะสามารถเพิ่มเติมและต่อยอดทฤษฎีสัมพันธภาพ ของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังก้องโลกอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็เป็นได้"การเรียนรู้ เอามาคิด แล้วนำมาปฏิบัติ คือสิ่งที่ทำให้ผมมายืนที่นี่ในเวลานี้" ในมุมมองของเจค็อบทุกวันนี้ สิ่งที่ท้าทายมนุษย์มากที่สุดไม่ใช่การแก้ปัญหายากๆ หรือการจะไปถึงสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จแต่กลับกลายเป็นสิ่งที่เราควรจะมาทบทวนตนเองอยู่เสมอ

สิ่งที่ยากที่สุดคือการที่จะเป็นตัวเองบนโลกที่ทุกคนพยายามทำให้เราเป็นเหมือนคนอื่นๆ ในสังคม ถ้า เกรเกอร์ เมนเดล เชื่อ ทุกอย่างตามทฤษฎีของ ชาร์ล ดาร์วิน ทุกวันนี้เราคงไม่รู้จักกับยีนส์ หรือพันธุกรรม หากเราเรียนวิทยาศาสตร์จากหน้าหนังสือมากกว่าออกไปทำความเข้าใจจากสิ่งที่ เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติ หรือตัดสินว่าเจค็อบเป็นออทิสติกโดยไม่มองจากสิ่งที่เจค็อบเป็นแล้วก้าวต่อไปของมนุษยชาติคงไม่พ้นรอยเท้าผืนเดิมก็เป็นได้ "เรา ต้องการใครบางคนที่พร้อมจะลืมทุกอย่างที่เคยเรียนมา แล้วแก้โจทย์เดิมที่เผชิญอยู่ด้วยวิธีคิดที่แตกต่างออกไป" เจ้าของฉายาไอน์สไตน์คนต่อไปกล่าว : พงษ์ผกา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม

ขอบคุณ... http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dNVEF5TURjMU5nPT0=&sectionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE15MHdOeTB3TWc9PQ== (ขนาดไฟล์: 162)

ที่มา: ข่าวสดออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย 2 ก.ค.56
วันที่โพสต์: 2/07/2556 เวลา 03:43:27 ดูภาพสไลด์โชว์ อัจฉริยะ"แอสเพอร์เกอร์" ว่าที่"ไอน์สไตน์"คนต่อไป!

แสดงความคิดเห็น

รอตรวจสอบ
จัดฟอร์แม็ต ดูการแสดงผล

รอตรวจสอบ

รอตรวจสอบ

รอตรวจสอบ

ยกเลิก

รายละเอียดกระทู้

กลางบน-แม่ของเจค็อบ กลางล่าง-วัยทารก ล่างขวา-สื่อตีพิมพ์ประวัติชีวิตอัจฉริยะวัยเยาว์ เด็กชายบรรจงเขียนสมการคณิตศาสตร์นับร้อยสูตรอย่างขะมักเขม้น ลงบนกระจกใสบานแล้วบานเล่าในบ้านของ นางคริสติน บาร์เน็ต สุภาพสตรีชาวอเมริกัน แต่แปลกที่ผู้เป็นแม่กลับไม่ปวดหัวกับ ฝีมือของลูกชายตัวดีทั้งยังส่งเสริมให้ลูกเขียนอะไรเอาไว้ที่จุดใดในบ้านก็ได้โดยไม่กลัวหมึกเปื้อนสกปรกเพราะ "เจค็อบ บาร์เน็ต" ลูกชายคนโตวัย 14 ย่าง 15 ปีของ คริสติน มีสมองที่ดีเยี่ยมเข้าขั้นระดับอัจฉริยะ จนได้รับการขนานนามจากสื่อว่า"ไอน์สไตน์คนต่อไป"แม้เกิดมามีพัฒนาการทางสมองช้า! ย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อน คริสตินถึงกับหมดหวัง เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่า เจค็อบ วัย 2 ขวบ ลูกคนแรกจากลูกชายทั้งหมด 3 คนของเธอ ป่วยเป็นโรคออทิสติก เพราะในช่วงวัย 14 เดือนที่ผ่านมา เจค็อบไม่เคยพูดไม่แสดงสีหน้าอารมณ์และชอบทำอะไรคนเดียวซ้ำไปซ้ำมา แพทย์ต่างให้การบำบัด รักษาเขาเช่นเดียวกับวิธีที่ดูแลเด็กพิเศษคนอื่นๆ จนกระทั่งเจค็อบส่งสัญญาณให้รู้ว่าแพทย์วินิจฉัยผิด ก่อนจะเผยแววอัจฉริยะออกมา เพราะเจค็อบเรียนรู้ตัวอักษรได้ก่อนที่เขาจะหัดเดิน ฟังคำสั้นๆ รู้เรื่องก่อนจะอายุครบ 1 ขวบ เสียอีก เจค็อบ บาร์เน็ต วันหนึ่งในช่วงหน้าร้อน คริสตินและครอบครัวไปพักร้อนที่ต่างจังหวัดคืนนั้นเธอพาลูกชายขึ้นไปนอนดูดาวบนหลังคารถ เจค็อบดูจะสนใจสิ่งที่อยู่บนท้องฟ้ามาก เมื่อกลับมาบ้านคุณแม่จึงตัดสินใจพาเจค็อบไปงานบรรยายเรื่อง "ดาวอังคาร" ที่ท้องฟ้าจำลอง ระหว่างบรรยาย วิทยากรก็ถามขึ้นมาว่า "มีใครทราบหรือไม่ว่าทำไมดวงจันทร์ที่โคจรรอบดาวอังคารจึงมีลักษณะเป็นรูปไข่" ปรากฏ ว่า จู่ๆ เจ้าหนูเจค็อบยกมือขึ้น แล้วถามว่า "ขอโทษนะครับ คุณช่วยบอกขนาดของดวงจันทร์ได้ไหม" วิทยากรตอบคำถามเขา แล้วเจค็อบก็อธิบายออกมาว่า "เป็นเพราะดวงจันทร์ที่โคจรรอบดาวอังคารมีขนาดเล็ก มันจึงมีมวลขนาดเล็ก ดังนั้น ดวงจันทร์จึงไม่มีแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะคงรูปเป็นทรงกลมโดยสมบูรณ์"ทุกคนที่ได้ยินต่างเงียบด้วยความทึ่งในความสามารถของเจค็อบ นั่นเป็นครั้งแรกที่คริสตินได้ฟังบทสนทนาที่ยาวที่สุดจากปากลูกชายของเธอในวัยเพียง 3 ขวบ ที่จริงแล้ว เจค็อบป่วยเป็นแอสเพอร์เกอร์ (Asperger"s Syndrome)โรคดังกล่าวค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1940 โดยนายแพทย์ฮานส์แอสเพอร์เกอร์ อาการมีลักษณะใกล้เคียงกับออทิสติกมาก โดยเป็นความบกพร่องทางพัฒนาการรูปแบบหนึ่งที่มีความผิดปกติของพัฒนาการด้านสังคมและการสื่อสาร เด็กที่เป็นแอสเพอร์เกอร์นั้นจะแตกต่างจากเด็กที่เป็นออทิสติกซึ่งมีปัญหาการพูดรวมทั้งอาการผิดปกติอย่างอื่นที่รุนแรงกว่า คนจึงมักเข้าใจว่าแอสเพอร์เกอร์ คือออทิสติก แต่เป็นออทิสติกที่มีศักยภาพสูงกว่า และมีปัญหามากกว่าในทักษะการเข้าสังคมโดยเฉพาะการสื่อสารและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพราะไม่สามารถเข้าใจความหมายของการประชดเปรียบเปรยได้ แต่ เจค็อบได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาแตกต่างจากคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการดูแลอย่างดีจากครอบครัวแม้ว่าครอบครัวต้องเผชิญกับลูกชายทั้ง3คนที่มีภาวะบกพร่องคล้ายๆกัน ไอน์สไตน์ ทั้งนี้ เจค็อบเองเชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ ส่วนน้องชายอีก 2 คน "อีธาน" มีความสนใจในเรื่องชีววิทยา และ "เวสลี่" สนใจเรื่องอุตุนิยมวิทยา เจค็อบกลายเป็นเด็กหัวกะทิของโรงเรียน มีไอคิวอยู่ในระดับ 170 ซึ่งสูงกว่าไอคิวของ "ไอน์สไตน์" ยอดอัจฉริยะฟิลิกส์โลก เด็กแอสเพอร์เกอร์คนนี้มีความสามารถจดจำจำนวนหน้าต่างทุกบานบนตึกที่เขาได้เห็นเพียงแค่ครั้งเดียว ในวัย 8 ขวบ เจค็อบเข้าเรียนสาขาดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่าจบจากมหาวิทยาลัยเปอร์ดูในวัย10ขวบ และตอนนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาโทเพื่อที่จะต่อปริญญาเอกในสาขาควอนตั้มฟิสิกส์ "ผมใช้เวลาตลอดปิดเทอมนั่งวาดรูปทรงเรขาคณิตในความคิดของผม นับ 100 รูปทรง ลงบนกระดาษเป็นพันๆ ใบ จนกระทั่งผมสามารถแก้ปัญหาโจทย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ได้ ผมเลยมานั่งคิดว่า มันเปลืองกระดาษ เลยย้ายไปเขียนบนไวต์บอร์ด และบานหน้าต่าง ผมยังพยายามพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมคิดได้มันเป็นสิ่งผิดหรือไม่ตลอดเวลา ก่อนที่จะย้ายมาครุ่นคิดกับเรื่องสมการคณิตศาสตร์" เจค็อบเล่าให้ ผู้สื่อข่าวอเมริกันฟัง ในที่สุด เจค็อบก็เกิดไอเดียอัดวิดีโอลงเว็บไซต์ยูทูบ เพื่อสอนคณิตศาสตร์แคลคูลัสให้กับผู้ที่สนใจ จนทำให้มีผู้ชมติดตามเป็นจำนวนมาก ทั้งตะลึงกับความสามารถของเด็กชายวัย 15 ปี คนนี้ "ผมชอบออทิสติกมันเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกผม"อัจฉริยะวัยรุ่นกล่าว ความปราดเปรื่องของเจค็อบ กลายเป็นที่สนใจของสาธารณชนมากขึ้น จนได้รับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์หลายรายการ เช่น ในรายการ "60 มินิตส์" คริสตินเล่าว่า เธอเปิดศูนย์เพื่อการบำบัดรักษาและพัฒนาเด็กออทิสติกและเด็กพิเศษเมื่อปีพ.ศ.2543โดยให้เด็กๆได้เลี้ยงสัตว์เพื่อปรับพฤติกรรม "เจค็อบเชื่อว่า เราทุกคนมีความสามารถพิเศษเฉพาะอย่างในตัวเอง อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นและนำมันมาใช้" คริสตินกล่าวอารมณ์ ขันยังเป็นเสน่ห์ที่โดดเด่นอีกข้อของเด็กคนนี้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งที่คริสตินให้สัมภาษณ์รายการอยู่กับเจค็อบ เธอถามเขาว่า "ถ้าแม่ลุกไปซักประเดี๋ยวได้ไหม" เจค็อบตอบ "ได้ครับ แต่อย่านานนักนะ ผมไม่อยากให้แม่ต้องออกทีวีนานๆ" พิธีกรรวมทั้งทุกคนที่นั่งฟังการสัมภาษณ์ต่างงุนงงกับคำพูดดังกล่าวจนเขาต้องหยุดคิดซักพักแล้วอธิบายให้ฟังว่า"เป็นคำพูดประชดน่ะครับ..." ล่าสุด เจค็อบทิ้งประเด็นน่าสนใจไว้ในรายการ "เท็ด เอ็กซ์ ทีน" ที่เชิญมาพูดถึงความอัจฉริยะในหัวข้อ "ภูมิปัญญาของความไม่รู้" ว่า "การที่จะประสบความสำเร็จได้ คุณต้องทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยมุมมองที่สร้างสรรค์ในแบบของคุณเอง อย่าผูกขาดที่จะเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งโดยตรง จงหยุดเรียนแต่อย่าหยุดคิด เพราะในวัย 3 ขวบ ผมสอบตกการวาดภาพสีน้ำด้วยนิ้วมือ ในขณะที่ผมเข้าใจสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติเป็นอย่างดี อย่างเช่นที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ถูกบังคับให้คิดและทำสิ่งต่างๆ ให้กลมกลืนกับสังคม แต่เมื่อปฏิเสธที่จะทำอย่างที่คนทั่วไปทำ เขาเลยกลายเป็นคนแปลกแยกของสังคม ทั้งที่ไอน์ สไตน์พยายามจะแก้ปัญหาเดียวกันกับที่ทุกคนแก้ด้วยวิธีและมุมมองที่หลากหลายและแตกต่างออกไป"เจค็อบพูดบนเวที ในรายการเท็ด เอ็กซ์ ทีน เจค็อบไม่ได้สอนสิ่งที่ยุ่งยากหรือเป็นหลักการให้กับคนฟังตรงกันข้ามกลับแนะนำให้เราเริ่มฟิสิกส์ด้วยการมองจากสิ่งง่ายๆใกล้ตัว เช่น คุกกี้ ล้อสเกตบอร์ด อะไรที่เป็นทรงกลม ไปจนถึงกลไกการทำงาน แล้วนำมาคิดหาเหตุผล พร้อมทั้งพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองคิด ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไปอยู่เสมอ "ผมหวังว่า จะสามารถทำให้คุณมั่นใจได้ว่าเราควรจะหยุดเรียน ลืมสิ่งที่คุณเคยรู้ซะ ช่วงเวลาในการสร้าง สรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเราเลิกเรียนรู้จากตำรา คุณต้องหยุดทำบางสิ่งที่คุณไม่ชอบ เพื่อให้ครูหรือเพื่อนร่วมงานของคุณพอใจในสิ่งที่คุณไม่ได้เป็น และหวังว่าคุณจะลองเก็บความท้าทายนี้ที่ผมบอกไปคิด แล้วออกไปค้นหาสิ่งที่คุณอยากจะทำจริงๆโดยทำตามความฝันแล้วนำมาปรับใช้ในโลกของความเป็นจริง" นอกจากนั้น เจค็อบยังพิสูจน์ว่าทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเก๋าหลายคน ผิดบ้าง หรือขาดความสมบูรณ์บ้าง อย่างทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของ "เซอร์ ไอแซ็ก นิวตัน" ความพิเศษอยู่ที่โจ๋อเมริกันคนนี้ไม่ได้รู้จากการเรียน แต่เกิดจากการที่ใช้เวลานั่งขบคิดตัวเลข ถอดสมการ และหารูปทรงด้วยตัวเอง ซึ่งบางครั้งมันคือสูตรคณิตศาสตร์อันนำมาสู่ทฤษฎีฟิสิกส์ที่มีอยู่แล้ว จนทำให้หลายคนจับตาว่าวันหนึ่ง เจค็อบอาจจะสามารถเพิ่มเติมและต่อยอดทฤษฎีสัมพันธภาพ ของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังก้องโลกอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็เป็นได้"การเรียนรู้ เอามาคิด แล้วนำมาปฏิบัติ คือสิ่งที่ทำให้ผมมายืนที่นี่ในเวลานี้" ในมุมมองของเจค็อบทุกวันนี้ สิ่งที่ท้าทายมนุษย์มากที่สุดไม่ใช่การแก้ปัญหายากๆ หรือการจะไปถึงสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จแต่กลับกลายเป็นสิ่งที่เราควรจะมาทบทวนตนเองอยู่เสมอ สิ่งที่ยากที่สุดคือการที่จะเป็นตัวเองบนโลกที่ทุกคนพยายามทำให้เราเป็นเหมือนคนอื่นๆ ในสังคม ถ้า เกรเกอร์ เมนเดล เชื่อ ทุกอย่างตามทฤษฎีของ ชาร์ล ดาร์วิน ทุกวันนี้เราคงไม่รู้จักกับยีนส์ หรือพันธุกรรม หากเราเรียนวิทยาศาสตร์จากหน้าหนังสือมากกว่าออกไปทำความเข้าใจจากสิ่งที่ เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติ

จัดฟอร์แม็ตข้อความและมัลติมีเดีย

  1. เพิ่ม
  2. เพิ่ม ลบ
  3. เพิ่ม ลบ
  4. เพิ่ม ลบ
  5. เพิ่ม ลบ
  6. เพิ่ม ลบ
  7. เพิ่ม ลบ
  8. เพิ่ม ลบ
  9. เพิ่ม ลบ
  10. ลบ
เลือกการตกแต่งที่ต้องการ

ตกลง ยกเลิก

รายละเอียดการใส่ ลิงค์ รูปภาพ วิดีโอ เพลง (Soundcloud)

Waiting...