ตอบกระทู้
คุณอยู่ที่ หน้า 1 ของห้องตอบกระทู้
กำเหนิดมือถือ ในประเทศไทย

กำเนิดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 2 พฤษภาคม 2550 09:51 น.
โทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย ได้เริ่มต้นหน้าประวัติศาสตร์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2529 โดยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในขณะนั้น นำระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ NMT (Nordic Mobile Telephone) ย่านความถี่ 470 MHz มาให้บริการเป็นรายแรกในประเทศไทย
ขณะนั้นประธานองค์การโทรศัพท์เป็น ผบ.ทบ. อันเนื่องด้วยการสื่อสารถือเป็นงานหลักสำคัญที่สุดประการหนึ่งด้านความมั่นคงของชาติ ทหารจึงเข้ามาครอง มิให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงเพื่อหาประโยชน์ได้ และรักษาการผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยก็เป็นเจ้ากรมสื่อสารทหารบกด้วยเช่นกัน ท่านได้สั่งซื้อเป็นกรณีพิเศษทันที
นับจากนั้นประเทศไทยก็เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างต่อเนื่องจากการมีระบบโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ทุกวันนี้ยังคงเป็นที่ยอมรับถึงประสิทธิภาพในการครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดและคุณภาพทางวิศวกรรมสูงที่สุดของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ย่านความถี่ 470 MHz แม้ปัจจุบันย่านความถี่นี้ ถือเป็น Candidate band เป็นย่านความถี่อนาคตของ 3G ในการประชุม WRC-2007 ที่จะมีขึ้นตุลาฯ นี้ นับได้ว่าในการตัดสินใจที่สำคัญเกี่ยวข้องกับความเจริญทางเทคโนโลยีของบ้านเมืองด้วยการตัดสินใจอันเด็ดขาดของผู้นำทหารในยุคนั้น ไม่เช่นนั้นปัจจุบันนี้บ้านเมืองไทยคงล้าหลังไม่รู้เท่าใด
ในปี พ.ศ. 2527-2529 กลุ่มชินวัตร โดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นตัวแทนขาย คอมพิวเตอร์ ไอบีเอ็ม ให้กับหน่วยราชการอยู่ และรวมถึง ทศท. ด้วย
ทำไม ไอบีเอ็ม ไม่ขายเอง ทำไมหน่วยงานไม่ซื้อกับ ไอบีเอ็ม โดยตรง ช่องว่างตรงนั้นมีไว้ให้กลุ่มชินวัตรทำกำไรเติบโตอย่างรวดเร็วจากเงินภาษีของประชาชน ในการทำกำไรกับราชการ จะมีสักกี่คนในโลกเชื่อว่า ส่วนต่างที่เป็นกำไรมหาศาลในการขายของให้หน่วยงานขนาดนั้น จะบริสุทธิ์ไม่มีใต้โต๊ะ ไม่มีเลี้ยงดูปูเสื่อ ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทน
จากนั้นประมาณปี พ.ศ. 2530 การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) เป็นรัฐวิสาหกิจอีกแห่งได้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ AMPS (Advance Mobile Phone System) ที่ย่านความถี่ Band A มาเปิดให้บริการในประเทศ นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีคมนาคม (กระทรวงเกรด เอ) ในขณะนั้น ได้เรียก ทศท. และ กสท. ซึ่งเป็นสองหน่วยงานให้บริการโทรคมนาคมของประเทศมาหารือแบ่งย่านความถี่ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่
ต่อมาในปี พ.ศ. 2533 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเข้าออกค้าขายคอมพิวเตอร์ให้ ทศท. และขุดทองอยู่ที่นั่นในขณะนั้น ได้รับสัมปทานจาก ทศท. เป็นเอกชนรายแรกโดย บริษัท Advanced Info Service จำกัด (AIS) ในย่านความถี่ 900 MHz โดยใช้ระบบ NMT 900 ซึ่งเป็นระบบ อนาลอก และต่อมาเป็นระบบ ดิจิตอล GSM 900 (ทั้งที่ไม่เคยทำธุรกิจโทรคมนาคมมาก่อน)
ขณะนั้นเปลี่ยน รมว. คมนาคม เป็นคุณมนตรี พงษ์พานิช ซึ่งวิสัยทัศน์เห็นว่านอกจากต้องมีการแข่งขันแล้วหากให้ กสท. สู้ภาคเอกชนคงไม่ไหว จึงต้องการให้ฝั่ง กสท. ให้สัมปทานเอกชนบ้าง
ไม่นานจากนั้น กสท. ได้ให้สัมปทานแก่บริษัท Total Access Communications (DTAC ในปัจจุบัน) ของกลุ่ม ยูคอม ดำเนินการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ AMPS ย่านความถี่ 800 MHz ใน Band B ซึ่งเป็นระบบ อนาลอก และต่อมาเพิ่ม ดิจิตอล ในย่านความถี่ 1,800 MHz โดยบริษัททั้งสองได้ทำสัญญาร่วมการงานแบบ BTO (Build-Transfer-Operate) คือการ สร้าง ส่งมอบ ดำเนินการให้ (ปัจจุบันได้มอบเครือข่ายให้ กสท เรียบร้อยแล้ว เมื่อ เมษายน ที่ผ่านมา)
พ.ศ. 2539 มีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อีกรายคือ Wireless Comms Service ซึ่งเป็นชื่อแรกของ CP Orange ได้รับสัมปทานจาก กสท.
ต่อจากนั้นก็ยังมีผู้เข้ามาให้บริการใหม่ (New Entrant) คือ Hutchison CAT Wireless Multimedia ใน พ.ศ. 2543 ได้ให้บริการย่านความถี่ของระบบ CDMA
ปัจจุบัน DPC ถูกควบรวมกับ เอไอเอส ไปแล้ว และ ทศท.กับ กสท. หรือกิจการร่วมค้า ไทยโมบาย นั้น ทศท. ซื้อหุ้นส่วนของ กสท. ไปเรียบร้อยแล้ว
ปัจจุบันนี้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย มีจำนวนผู้ใช้บริการมากกว่า 40 ล้านเลขหมาย
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
สมาคมคนพิการทางกรเคลื่อนไหวสากล
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 3 พ.ค. 50 เวลา 20:33:48 IP: 124.121.141.xxx
แสดงความคิดเห็น
คำตอบที่ 1

เบอร์ใหม่
คอลัมน์ เศรษฐกิจพาที
จากการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือที่เรียกกันว่า \"โทรศัพท์มือถือ\" ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการห้ำหั่นลดราคาค่าบริการต่ำ การเสนอบริการที่หลากหลาย สะดวกต่อการใช้งานดึงดูดลูกค้า
ดังจะเห็นได้จากจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือในปี\"49 มี 41.3 ล้านราย เพิ่มขึ้น 9.3 ล้านราย อัตราการเพิ่มขึ้นคิดเป็น 29% สูงกว่าปี\"48 ที่เพิ่มขึ้นเพียง 17% โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้ในระบบบัตรเติมเงิน (พรีเพด) มีจำนวนทั้งสิ้น 35 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วน 85% ของจำนวนผู้ใช้บริการ ในขณะที่ผู้ใช้บริการในระบบชำระค่าบริการรายเดือน (โพสเพด) มีจำนวนเพียง 6.3 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วน 15% ของจำนวนผู้ใช้บริการ
ด้วยความต้องการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างท่วมท้น และไม่ต้องการเป็นคนตกยุคนี้เอง ทำให้เกิดปัญหาเลขหมายโทรศัพท์มือถือไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ภายใต้ผู้ให้บริการจำนวน 5 ราย คือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส), บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค), บริษัท ทรูมูฟ จำกัด (ทรูมูฟ), บริษัท ไทยโมบาย, บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด
ล่าสุด 3 ค่ายยักษ์ใหญ่วงการโทรศัพท์มือถือ ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟได้หารือร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนเลขหมายใหม่
จากที่ก่อนหน้านี้ ทางดีแทคได้ยื่นเรื่องขอเลขหมายใหม่กับทางคณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จำนวน 6 ล้านเลขหมาย แต่ได้รับการจัดสรรเพียง 1.5 ล้านเลขหมายเท่านั้น ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการอนุมัติลงมาเพิ่มเติม ทำให้เบอร์ใหม่ในระบบลดลง แม้ว่าจะมีเบอร์เก่าที่เลิกใช้ทยอยกลับเข้ามาก็ยังไม่เพียงพอ
จึงต้องติดตามต่อไปว่า ภาคเอกชนจะเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะท้ายที่สุด กทช. ก็ต้องเป็นผู้ชี้ชะตาเป็นคำตอบสุดท้าย
สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
หวัดดีจ้า.
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 10 ก.ค. 50 เวลา 07:41:53 IP: 124.121.136.xxx
คำตอบที่ 2
ครม.อนุมัติร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ แต่อนุญาตให้ใช้แฮนด์ฟรีได้
10 กรกฎาคม 2550 23:59 น.
นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก ที่กำหนดห้ามผู้ขับขี่ใช้โทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารอื่นใดในขณะที่รถเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากที่พบว่า การใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ จึงได้ยกร่าง พ.ร.บ.นี้ขึ้นมา โดยมีแนวทางที่ให้ ครม.พิจารณา 2 แนวทาง
แนวทางแรก คือ ดูว่าประเทศที่ออกกฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ รวมทั้งอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น แฮนด์ฟรี มีประเทศใดบ้าง พบว่ามี 4 ประเทศ คือ อิสราเอล ญี่ปุ่น โปรตุเกส และสิงคโปร์ แต่พบว่าประเทศเหล่านั้นระบบการจราจรดี การจราจรไม่หนาแน่นมาก มีระบบขนส่งมวลชนที่ดี ฉะนั้นจึงสามารถจอดรถแล้วใช้โทรศัพท์ได้
แนวทางที่ 2 คือ ประเทศที่ออกกฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ แต่อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์เสริมได้ พบว่ามี 21 ประเทศ เช่น เดนมาร์ก เยอรมนี เป็นต้น ซึ่งในที่สุดที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบให้ยึดแนวทางที่ 2 โดยห้ามเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ แต่ไม่ห้ามใช้แฮนด์ฟรี
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีการพูดถึงข้อยกเว้น โดยหลายท่านเป็นกังวลว่า รถยนต์บางประเภทควรได้รับการผ่อนผัน ยกเว้นให้ใช้มือถือได้ขณะขับขี่ เช่น รถยนต์ที่ใช้ในราชการ นายตำรวจ นายทหาร รถโรงพยาบาล รถมูลนิธิ โดยจะให้อำนาจกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการออกกฎยกเว้นว่ารถยนต์ประเภทใดบ้างที่สามารถได้รับการยกเว้น
สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 11 ก.ค. 50 เวลา 11:18:02 IP: 124.121.135.xxx
คำตอบที่ 3
นักวิจัยอังกฤษ เตือนใช้มือถือนานเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง
บรรดาผู้เชี่ยวชาญโครงการวิจัยเพื่อสุขภาพ และการสื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือแห่งอังกฤษ ซึ่งศึกษาวิจัยผลจากการใช้โทรศัพท์มือถือมานานถึง 6 ปีเต็ม เปิดเผยว่า ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การใช้โทรศัพท์มือถือไปนานๆ ในระยะยาว อาจจะทำให้ผู้ใช้มีความเสี่ยงสูง ที่จะเป็นป่วยเป็นโรคมะเร็ง หรือว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น กับระบบการทำงานของสมอง และเซลล์สมองได้ แต่สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในระยะสั้นๆ ยังไม่พบว่ามีความเสี่ยง
โครงการวิจัยดังกล่าวได้รับเงินสนับสนุน จากรัฐบาลอังกฤษ และอุตสาหกรรมการคมนาคมสื่อสาร โดยได้ดำเนินการศึกษาวิจัยแล้ว 23 รายการ เพื่อศึกษาว่าโทรศัพท์มือถือ เสาอากาศ และสถานีรับส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือ จะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง ต่อทั้งสุขภาพร่างการของมนุษย์ ซึ่งบรรดานักวิจัยกำลังขยายโครงการศึกษาวิจัยต่อไป ในช่วงเวลาที่เกิน 10 ปี และจะมุ่งเน้น หาผลกระทบที่เกิดกับเด็กที่ใช้โทรศัพท์มือถือต่อไปด้วย
สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 13 ก.ย. 50 เวลา 21:38:47 IP: 124.121.142.xxx
คำตอบที่ 4
ครม.เห็นชอบร่างกฎหมาย ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ ขณะขับรถ
ครม. เห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ. จราจรทางบก ห้ามผู้ขับขี่ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ ยกเว้นอุปกรณ์เสริมแฮนด์ฟรี
นายโชติชัย สุวรรณภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันนี้ในที่ประชุมคณะมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก กำหนดห้ามผู้ขับขี่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะที่รถเคลื่อนที่ ยกเว้นอุปกรณ์เสริมแฮนด์ฟรี เพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยจากการขับขี่รถได้ อย่างไรก็ตามจะมีข้อยกเว้นสำหรับรถบางประเภท อาทิ รถฉุกเฉินของโรงพยาบาล รถยนต์ของหน่วยงานราชการ เช่น ตำรวจ ทหาร โดยมอบให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ออกกฎยกเว้น
นอกจากนี้ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียัง กล่าวอีกว่า การห้ามใช้โทรศัพท์มือถือและไม่รวมอุปกรณ์เสริมนั้น ประเทศไทยถือว่าเป็นไปตามพฤติกรรมการใช้และสภาพการจราจรของประเทศไทย สามารถรับได้
สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 2 ต.ค. 50 เวลา 21:21:30 IP: 124.121.136.xxx
คำตอบที่ 5
ผ่านร่าง กม.ฮัลโหลไม่ขับ
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก ในวาระที่ 1 ด้วยคะแนน 80 ต่อ 1 เสียง ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 17 คน และแปรญัตติภายใน 7 วัน ใช้ร่างของรัฐบาลเป็นหลัก มีเนื้อหาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 กำหนดห้ามผู้ขับขี่ขับรถในขณะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ เว้นแต่ใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนาโดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับ
สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 4 ต.ค. 50 เวลา 12:33:06 IP: 124.121.138.xxx
คำตอบที่ 6
พบภัยของโทรศัพท์มือถืออย่างใหม่อันตราย กับกระดูกสันหลังกล้ามเนื้อ
พบภัยของโทรศัพท์มือถืออันใหม่ การพูดโทรศัพท์ เวลาเดินทำให้เสียสุขภาพ เป็นอันตรายกับ กล้ามเนื้อและกระดูกสันหลัง
หมอผู้เชี่ยวชาญโรคของกระดูกสันหลังของออสเตรเลีย ได้ศึกษาพบว่าการพูดโทรศัพท์ในเวลา เดิน อาจเป็นเหตุให้กล้ามเนื้อและโครงกระดูกเจ็บปวดได้ ดร.ปอล ฮอดจ์สอธิบายว่า ต้นเหตุเนื่อง มาจากการหายใจ ปกติแล้วเมื่อเวลาเราเดิน ธรรมชาติจะกำหนดให้เป็นการหายใจออก เมื่อตอน เท้าแต่ละข้างกระทบพื้น เพื่อให้ทั้งตัวช่วยรับแรงกระแทก ไม่ให้กระดูกสันหลังต้องรับแรงแต่ โดยลำพัง
หมอปอลแห่งมหาวิทยาลัยควีนสแลนด์ระบุต่อไปว่า แต่ถ้าหากเราเกิดต้องพูดเมื่อตอนเดินอยู่ ทำให้จังหวะของการหายใจต้องเสียลง เป็นเหตุให้กระดูกสันหลังต้องรับแรงกระแทกเต็มๆ เขาได้พบจากการศึกษาดูปฏิกิริยาของกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆของลำตัวของอาสาสมัคร ได้พบ ว่าเมื่อต้องพูดขณะเดินไปด้วย กล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ จะมีปฏิกิริยาน้อยลง ปล่อยให้กระดูกสัน หลังต้องรับหน้าเต็มที่ ซึ่งอาจจะทำให้เจ็บปวดหลังได้ การเดินพร้อมกับพูดคุยไปด้วยอาจเป็น ภัยกับหลังได้อยู่แล้ว แต่การพูดโทรศัพท์ขณะเดินอาจจะยิ่งหนักกว่า เพราะเหตุว่าการพูด โทรศัพท์มักจะใช้เวลานานกว่า
นักวิทยาศาสตร์ในที่ประชุมโรคประสาทวิทยา ได้บอกอธิบายเสริมว่า ตามปกติแล้วกล้ามเนื้อ ของเรา จะทำงานพร้อมกันหลายอย่าง โดยที่สมองเป็นคนคอยจัดคิว ตามลำดับของความสำคัญ ให้ เหตุที่เป็นเช่นนั้น แสดงว่าสมองได้จัดให้จังหวะการรับแรงกระแทกมาเป็นรอง
สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 11 ต.ค. 50 เวลา 08:00:29 IP: 124.121.137.xxx
คำตอบที่ 7
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2550
สนช.เห็นชอบร่างกม.ห้ามโทรฯขณะขับรถ
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสนช.ทำหน้าที่ประธาน ซึ่งที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.จราจรทาง บก (ฉบับที่ พ.ศ. ......... ) ( กำหนดห้ามผู้ขับขี่ ใช้โทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารอื่นใด ในขณะที่รถเคลื่อนที่ ) ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ด้วยคะแนน 57 เสียง
ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ ห้ามใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะขับรถ เว้นแต่มีอุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนาโดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนและมีบทกำหนดโทษผู้ที่ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 400 บาทถึง 1,000 บาท ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวให้มีบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 14 พ.ย. 50 เวลา 19:09:49 IP: 124.121.143.xxx
คำตอบที่ 8
พบใช้มือถือบ่อยเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งช่องปาก
การใช้โทรศัพท์มือถือบ่อยๆ นาน 5 ปีอาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งในช่องปากถึง 50%
เดลิเมล์ ? พบผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมีความเสี่ยงมะเร็งในช่องปากเพิ่ม โดยหากใช้บ่อยๆ ต่อเนื่อง 5 ปี โอกาสเกิดเนื้องอกจะเพิ่มขึ้นถึง 50%
ผลการวิจัยนี้กระตุ้นความกังวลว่า อุปกรณ์สื่อสารแห่งยุคสมัยอาจรบกวนการทำงานในร่างกายในรูปแบบที่นักวิจัยยังไม่อาจเข้าใจได้
การวิจัยก่อนหน้านี้ที่มุ่งประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างโทรศัพท์มือถือกับมะเร็ง ให้ผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกัน โดยส่วนใหญ่ไม่พบหลักฐานว่าอุปกรณ์นี้ก่อความเสี่ยงรุนแรงต่อสุขภาพของผู้ใช้
กระนั้น ในการวิจัยขนาดเล็กที่เพิ่งตีพิมพ์ลงในวารสารอเมริกัน เจอร์นัล ออฟ เอพิเดมิโอโลจี กลับพบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งในสมองและหู
นักวิจัยอิสราเอลได้ศึกษาวิถีชีวิตของผู้ป่วยที่มีเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็งในช่องปาก 402 คน และผู้ป่วยมะเร็งในช่องปาก 56 คนมาเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม 1,266 คน
สิ่งที่พบคือ พวกที่ใช้โทรศัพท์มือถือบ่อยที่สุดมีโอกาสมากขึ้นที่จะเป็นเนื้องอกที่ต่อมน้ำลายหน้าหูด้านที่ต้องแนบกับโทรศัพท์เป็นประจำ
ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือนอกเมือง ซึ่งทำให้อุปกรณ์ต้องพยายามค้นหาสัญญาณจากสถานีฐานที่ใกล้ที่สุดมีความเสี่ยงต่อมะเร็งชนิดนี้มากขึ้นเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ การศึกษาส่วนใหญ่มุ่งเน้นที่สนามแม่เหล็กที่เกิดจากสัญญาณโทรศัพท์ โดยเชื่อว่าระดับของสนามแม่เหล็กเบาบางเกินกว่าจะทำให้เกิดความร้อนต่อเนื้อเยื่อได้ อย่างไรก็ดี นักวิจัยคิดว่า สนามแม่เหล็กอาจขัดขวางการเชื่อมต่อทางเคมีระหว่างเซลล์ หรือทำอันตรายต่อดีเอ็นเอของผู้ใช้
ดร.ซีกัล ซาเดสกี้ จากศูนย์การแพทย์เคม ชีบาในเทลฮาโชเมอร์ อิสราเอล กล่าวว่ามาตรการป้องกันของคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์ที่รัฐบาลในหลายประเทศนำไปใช้ ควรดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนยิ่งขึ้นว่าโทรศัพท์มือถือปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างแท้จริง
อนึ่ง การศึกษาในประเด็นคล้ายกันเมื่อปีที่แล้ว และตีพิมพ์ในวารสารฉบับเดียวกัน โดยเป็นการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งในช่องปากในเดนมาร์กและสวีเดน ไม่พบว่ามีความเสี่ยงต่อโรคชนิดนี้เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ
อย่างไรก็ตาม กลุ่มต่อต้านการใช้อุปกรณ์สื่อสารไฮเทคมองว่าผลวิจัยล่าสุดจากอิสราเอลตอกย้ำว่า โทรศัพท์มือถือมีผลทางชีววิทยาต่อผู้ใช้
นอกจากนั้น ในรายงานการศึกษาระยะเวลา 6 ปี ที่ได้ทุนสนับสนุนจากทางการลอนดอน ยังพบ ?สัญญาณ? ของความเสี่ยงมะเร็งที่เพิ่มขึ้น และแนะนำว่าไม่ควรสรุปลงไปว่าโทรศัพท์มือถือปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างแท้จริง
สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 18 ธ.ค. 50 เวลา 17:46:41 IP: 124.121.140.xxx
คำตอบที่ 9
เมื่อ "มือถือ" จะกลายเป็นกระเป๋าตังค์
วันนี้เทคโนโลยีก้าวล้ำ "โทรศัพท์เคลื่อนที่" ถูกทำให้เป็นมากกว่าเครื่องมือสื่อสาร นวัตกรรมที่ผสมผสานระหว่างคลื่นวิทยุกับซิมมือถือได้รับการพัฒนาให้เป็น อีกหนึ่งช่องทางสำหรับบริการการเงิน
มือถือเครื่องเดียวกำลังจะกลายเป็นทั้งเงินสด หรือบัตรเครคิต เป็นบริการชำระเงินที่ง่ายดายกับชีวิตประจำวัน จะโอนเงิน จ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้า ชอปปิ้งผ่านอินเทอร์เน็ต แค่ปลายนิ้วสัมผัส
จากงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล ไอซีที เอ็กซ์โป 2007 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้โชว์เทคโนโลยีใหม่ "RFID Sim" (อาร์เอฟไอดี ซิม) หรือซิมโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะ
นวัตกรรม RFID SIM เป็นอีกหนึ่งของการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของไทยไปอีกขั้น และบอกถึงความสามารถด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่ผสมผสานระหว่างคลื่นวิทยุ RFID กับซิมมือถือของทางทรูมูฟ ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถใช้บริการอีคอมเมิร์ซ หรือจุดชำระเงินต่างๆ ได้อย่างง่ายดายด้วยโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียว โดยไม่ต้องเปลี่ยนโทรศัพท์
ซึ่งตัว RFID SIM นี้เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่าง ทรูมันนี่ กับวอทช์ดาต้า ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของจีน โดย RFID SIM นี้จะเป็นเสมือนกระเป๋าสตางค์แบบออฟไลน์ โดยสามารถโอนเงินจากบริการทรูมันนี่ ที่เป็นกระเป๋าสตางค์แบบออนไลน์ลงไปในตัว RFID SIM ได้อย่างง่ายดาย และการบรรจุแอปพลิเคชันรองรับการใช้งานเพื่อชำระค่าผ่านทาง เช่น ค่าโดยสารรถไฟฟ้า, ชอปปิ้งผ่านอินเทอร์เน็ต และใช้เป็นบัตรแสดงรหัสเปิดประตู เป็นแอปพลิเคชันที่มีความปลอดภัยสูง สามารถใช้งานได้ทั้งซิมแบบเติมเงินและจดทะเบียน ที่มีแผนเปิดให้บริการในปีหน้าโดยจะอยู่ภายใต้การดูของบริษัท ทรูมูฟ และบริษัท ทรูมันนี่
"การโอนเงินจำนวนมากสู่ RFID SIM คงไม่ปลอดภัย
ในกรณีที่โทรศัพท์มือถือเกิดสูญหาย บริการ Auto Refill จึงเหมาะที่จะรองรับในจุดนี้ โดยผู้ใช้สามารถกำหนดได้ว่า ถ้าเงินใน RFID SIM เหลือน้อย ให้เติมเงินเข้ามาโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้มีเงินใน RFID SIM 500 บาท ใช้ไปจนเหลือ 100 บาท ระบบจะเติมเงินให้ 500 บาทโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะเติมเงินเข้าบัญชีเท่าไหร่นั้นผู้ใช้สามารถกำหนดได้"
"RFID SIM" จะบรรจุแอปพลิเคชันทรู มันนี่ เซอร์วิส อยู่ในตัวซิม โดยจะมีเสาอากาศพ่วงอยู่ ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังเครื่องรับ โดยมีลักษณะการใช้งานคล้ายกับสมาร์ทการ์ด ซึ่งตัว RFID SIM นั้นจะแตกต่างจากสมาร์ทการ์ดตรงที่ผู้ใช้จะสามารถดูจำนวนเงินที่เหลืออยู่ได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ และสามารถเช็กดูการใช้งานล่าสุดได้ว่าได้ไปใช้จ่ายที่ไหนบ้าง รวมถึงมีบริการ Auto Refill ซึ่งสามารถกำหนดได้ว่าจะโอนเงินจากบัญชีสู่ตัว RFID SIM เมื่อเงินในบัญชีเหลือน้อยโดยอัตโนมัติ
การแพร่ขยายในการใช้งาน
แน่นอนว่าเราจะต้องให้บริการอย่างครบวงจร ซึ่งมี โอกาสเป็นไปได้ที่จะใช้ร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งการใช้บริการรถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน อาคารจอดรถ การจ่ายค่าทางด่วน รวมถึงร้านค้าต่างๆ รอยัลตีโปรแกรม หรือในกลุ่มองค์กรในการใช้เป็นบัตรผ่านเข้า-ออกประตู ในการเดินทางเข้าออกสถานที่ พื้นที่ทำงาน ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการ หรือการเล็งเห็นถึงประโยชน์ ในการนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมาประยุกต์ใช้
"RFID Sim" จะประกอบไปด้วยสองส่วนหลัก คือ ส่วนแรก คือ ไมโครชิป หรือ แท็ก หรือ Transponder ที่นำมาเชื่อมต่อกับส่วนของซิม ในการบันทึกข้อมูลของผู้ใช้ในระบบทรูมันนี่ โดยมีแอปพลิเคชันในการใช้ทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการนำไปหักชำระกับตัวบริการของลูกค้าที่นำไปใช้ โดยรูปทรงของซิมจะมีเสาอากาศ RFID พ่วงติดกับซิมใช้ได้กับมือถือที่มีฝาปิดแบตเตอรี่ได้ทุกรุ่น ซึ่งทรูได้ลงทุนไปกับนวัตกรรมนี้ประมาณ 200 ล้านบาท
ส่วนที่สองคือ เครื่องสำหรับอ่านข้อมูล หรือ RFID Reader เพื่อทำหน้าที่อ่านข้อมูลจากแท็กด้วยสัญญาณความถี่วิทยุ โดยรูปร่างของเครื่องอ่านจะเป็นลักษณะเป็นกล่องรับสัญญาณติดตั้งประจำที่ หรือแบบเคลื่อนย้ายได้ โดยเบื้องต้นจะนำไปติดตั้งเสียบกับคอมพิวเตอร์ ใช้กับร้านค้าที่เป็นทรูมันนี่ เอ็กซ์เพรส และร้านค้าที่อยู่ในเครือข่ายทรูมันนี่กว่า 25,000 ร้านค้า เพียงแค่ทางร้านมี RFID Card Reader เพื่อใช้กับ RFID SIM ของทรูมันนี่
เทคโนโลยีใหม่นี้ จะเป็นเทรนด์ของบริการการเงินบนมือถือในอนาคตแน่นอน และทันทีที่ลูกค้าได้ทดลองใช้งานบริการ RFID SIM จะเห็นถึงความสะดวก ซึ่งยังไม่รวมถึงการที่มีผู้ที่สนใจ ในการนำบริการของตัวเองมาเชื่อมต่อใช้งานร่วม เพื่อให้ลูกค้า ทรู ไปใช้งาน ที่มีทั้งฐานอยู่จำนวนมากเมื่อเทียบกับฐานจำนวนลูกค้าบัตรเครดิต และข้อดีของ ระบบการชำระเงินที่สะดวก ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่สัมผัส และหักระบบเงินทันที
บริการการเงินบนมือถือแบบ Contactless ด้วยเทคโนโลยี RFID SIM ยังอัดแน่นด้วยแอปพลิเคชัน พิเศษๆ อีกมากมาย เช่น บริการเติมเงินอัตโนมัติ (Auto Refill) ที่จะช่วยให้ลูกค้าเติมเงินลงกระเป๋าสตางค์โดยตรงจากบัญชีทรูมันนี่ได้ในจำนวนที่ลูกค้าต้องการในซิม สำหรับทรู เพิร์ส ที่ใน 1 ซิมมีประเป๋า
เงินแยกได้ 8 ใบ บริการตรวจเช็กธุรกรรมการเงินครั้งล่าสุด (Last Transaction Check) ระบบรักษาความ ปลอดภัยของทรูมันนี่ ที่เป็นเสมือนการป้องกันความปลอดภัยถึง 3 ชั้น แม้มือถือจะหาย หรือถูกขโมยก็จะไม่ถูกนำเงินที่ไม่ได้เติมไว้ในมือถือไปใช้ อีกทั้งแม้จะถูกสกิมมิ่งเอาเลขรหัสข้อมูลไป แต่ถ้าไม่ใช้มือถือร่วมด้วยก็ไม่สามารถใช้งานได้
ไม่เกิน 3 ปีนี้ เรื่องกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยจะเป็นที่ใช้งานอย่างแพร่หลาย ทุกๆ อุตสาหกรรม ทุกกลุ่มบริการก็จะต้องทำ และยิ่งถ้ามีสมาร์ทการ์ดด้วยแล้ว ทุกอย่างก็ยิ่งจะเป็นที่ตอบรับและใช้งานกัน"
ไม่ว่าบริการนี้จะได้รับความนิยมหรือไม่อย่างไร แต่หลังจากนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มแห่งการแข่งขันของบริการเสริมประเภท "โมบาย เปย์เมนต์" เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือให้กลายเป็นกระเป๋าเงิน ที่จะเข้ามาสร้างพฤติกรรมของประชาชนชาวไทยกับการใช้จ่ายในรูปเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ ถึงแม้ในวันนี้อาจยังไม่ได้รับความ นิยมในทันที แต่ก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่มาแรงและไม่อาจมองข้าม
สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 19 ธ.ค. 50 เวลา 17:52:57 IP: 124.121.141.xxx
คำตอบที่ 10
ผลวิจัยพบว่าโทรศัพท์ขณะขับทำให้รถติด
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 มกราคม 2551 21:35 น.
งานศึกษาล่าสุดพบว่า การคุยโทรศัพท์ขณะขับรถมีผลต่อจราจรบนท้องถนน "มันเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาตอบสนองต่อการเปลี่ยนความเร็ว" ปีเตอร์ มาร์ติน จากห้องแล็บจราจร มหาวิทยาลัยยูทาห์ กล่าว
มาร์ตินและทีมนักวิจัย ให้นักศึกษา 36 คน ขับรถเป็นระยะทาง 15 กิโลเมตร 6 ครั้ง ซึ่งมีทั้งการจราจรคับคั่งน้อยไปถึงมาก โดยให้ใช้ความเร็วเหมือนกับเวลาขับบนทางหลวงระหว่างมลรัฐ
คนขับเหล่านั้นขับรถครึ่งทางพร้อมคุยโทรศัพท์โดยไม่ได้ใช้มือถือเครื่อง ส่วนอีกครึ่งทางไม่ได้คุยโทรศัพท์ พวกเขาต้องจำกัดความเร็วตามป้ายสัญญาณและต้องเปิดไฟให้สัญญาณหากจะเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลน เรื่องอื่นนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ขับ
ผลที่พวกเขาพบก็คือ เมื่อคนขับเสียสมาธิจากการคุยโทรศัพท์ พวกเขาจะเปลี่ยนเลนน้อยลง ขับช้าลง และใช้เวลาถึงที่หมายนานกว่า
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
โทร. 02-990-0331
www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ
ม.ค.0010
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 3 ม.ค. 51 เวลา 22:05:33 IP: 124.121.144.xxx
คำตอบที่ 11
ประกาศดับความเชื่อถือกันผิดๆ เรื่องโทรศัพท์มือถือจะก่อมะเร็ง [8 ก.พ. 51]
ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งเมืองจิงโจ้ เสนอรายงานเพื่อดับความเชื่อกันอย่างผิดๆ ในหมู่คนเมืองในชาติที่กำลังพัฒนาต่างๆ ให้หมดสิ้นเสียที ยืนยันว่าการพูดโทรศัพท์ มือถือ ดื่มกาแฟและการใช้ยาระงับกลิ่นตัว ไม่เป็นเรื่องที่จะเป็นเหตุให้เป็นมะเร็งขึ้นอย่างแน่นอน
ศาสตราจารย์เบรนแดน สจ๊วร์ต มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ได้เขียนรายงานไว้ในวารสารวิชาการ ?ทบทวนการวิจัยเรื่องการกลายพันธุ์? โดยได้นำเอางานวิจัยที่พอหาได้ทั้งหมด มาศึกษาทบทวนไม่ใช่เพื่อจะหาว่าสารเคมีหรือปฏิกิริยาอันใด ที่น่าจะอาจจะก่อโรคร้ายเท่านั้น หากยังเพื่อหาดูว่าสิ่งไหนจะเป็นอันตรายกับมนุษย์มากที่สุดด้วย
เขาระบุว่า จากการค้นพบกล่าวได้ว่ากาแฟ สารให้ความหวานต่างๆ ยาระงับกลิ่นตัว โลหะอุดฟัน และสิ่งปลูกฝังเสริมอก สิ่งต่างๆเหล่านี้ ไม่น่าอย่างยิ่งจะก่อมะเร็งขึ้น ตรงกันข้ามการสูบบุรี่ ดื่มสุราและการตากแดดมากเกินขนาด น่าจะเป็นตัวการมากที่สุด ?โดยเฉพาะบุหรี่เป็นตัวร้ายหมายเลข 1 ที่คร่าชีวิตคนไปมากที่สุด?
?บุหรี่นับเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคเพียงชนิดเดียว ที่หากใช้มันตามความมุ่งมาดปรารถนาของผู้ผลิตแล้ว อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ในแง่ของความเสี่ยง ยาสูบกับแร่ใยหินตามธรรมชาติของหลักฐานแล้วก็ร้ายพอๆกัน แต่ในแง่ของยอดผู้เสียชีวิต ยาสูบนับว่าร้ายกาจกว่ามาก?
นอกจากนั้นเขายังได้ระบุว่า มลพิษทางอากาศ ห้องอาบแดดให้ผิวสีคล้ำ การสูบกัญชาและสารเคมีที่ใช้ผสมในการทำอาหารเนื้อสัตว์สำเร็จรูป ก็อาจจะก่อให้เกิดโรคได้เช่นกัน.
* * * * * * * * * * * * * * * * *
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
โทร. 02-990-0331
http://www.youtube.com/ พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ
0902510954
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 9 ก.พ. 51 เวลา 09:53:50 IP: 124.121.138.xxx
คำตอบที่ 12
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 เวลา 15:54 น. ข่าวสดออนไลน์
เตือน8พ.ค.ดีเดย์ฮัลโหลห้ามขับ
โทษปรับ 400-1,000 บาท
พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผบช.น. กล่าวว่า ขณะนี้กฎหมายห้ามโทรศัพท์ขณะขับรถ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 8กุมภาพันธ์ โดยจะมีผลบังคับใช้ 90 วัน คือวันที่ 8 พฤษภาคม หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ 400-1,000 บาท ดังนั้นระหว่างนี้ขอให้ผู้ขับขี่เตรียมซื้ออุปกรณ์เสริมหรือสมอลทอล์ค ใช้ให้คุ้นเคย เพราะขณะขับรถจะไม่อนุญาตให้ถือโทรศัพท์มือถือ หากพบการกระทำผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะเจ้าพนักงานจราจรสามารถเรียกผู้กระทำผิด และเขียนใบสั่งเพื่อให้ไปเสียค่าปรับ
สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
1502512234
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 15 ก.พ. 51 เวลา 22:32:38 IP: 124.121.143.xxx
คำตอบที่ 13
งานวิจัยล่าสุดพบใช้ ?มือถือ? นาน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งต่อมน้ำลาย
บีบีซีนิวส์ ? ผลวิจัยใหม่จากอิสราเอลระบุการใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ อาจเกี่ยวโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเป็นมะเร็งต่อมน้ำลาย
นักวิจัยศึกษาชาวยิว 500 คนที่เป็นโรคดังกล่าว โดยนำข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือของคนเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่สุขภาพแข็งแรง 1,300 คน
การวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารดิ อเมริกัน เจอร์นัล ออฟ เอปิเดมิโอโลจี พบว่าผู้ที่ถือโทรศัพท์มือถือแนบใบหน้าด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียววันละหลายชั่วโมง มีโอกาสมากขึ้น 50% ที่จะเกิดเนื้องอกที่ต่อมน้ำลาย
อนึ่ง ก่อนหน้านี้มีผลศึกษาหลายฉบับที่มุ่งเน้นความเสี่ยงของเนื้องอกในหมู่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ และส่วนใหญ่พบว่าพฤติกรรมการสื่อสารดังกล่าวไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งแต่อย่างใด
อาทิเช่น ในการวิจัยที่ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดและมีการติดตามผลนานที่สุด ซึ่งเป็นการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 420,000 คนในเดนมาร์ก ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือนานถึงสิบปีนั้น พบว่าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมีความเสี่ยงมะเร็งน้อยกว่าที่คาดไว้ บ่งชี้ว่าการใช้อุปกรณ์สื่อสารประเภทนี้ไม่มีผลต่อการเกิดเนื้องอกแต่อย่างใด
ทว่า นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเทล อาวีฟกล่าวว่า การศึกษาในอดีตมุ่งเน้นเฉพาะเนื้องอกในสมอง และบ่อยครั้งไม่ครอบคลุมผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือมาเป็นเวลายาวนาน
มะเร็งต่อมน้ำลายเป็นอาการที่ไม่พบบ่อยนัก อาทิ ในบรรดาผู้ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งในอังกฤษที่มีจำนวนปีละ 230,000 คนนั้น จะมีผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำลายเพียง 550 คนเท่านั้น
ดร.ซีกัล ซาเดตซ์กี ผู้นำการวิจัย กล่าวว่าความที่ในอิสราเอลมีปริมาณการใช้โทรศัพท์มือถือสูงกว่าอีกหลายประเทศทั่วโลก การวิจัยนี้จึงให้ภาพของผลลัพธ์สะสมจากการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลานาน
?เมื่อเปรียบเทียบกับงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ปริมาณการได้รับความถี่ของคลื่นวิทยุที่เราพบถือว่าสูงกว่าในงานวิจัยอื่นๆ?
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ค้นพบคือ ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ชนบทจะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ใช้อยู่ในเมือง ซึ่งอาจสืบเนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า การใช้โทรศัพท์มือถือในบริเวณที่ไม่ค่อยมีสัญญาณ ทำให้อุปกรณ์ต้องแพร่กระจายคลื่นความถี่ออกมามากขึ้นเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.ซาเดตซ์กียืนยันว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการค้นพบนี้ อย่างไรก็ดี ระหว่างที่ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด จึงควรใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ควรให้เด็กใช้โทรศัพท์มือถือ
* * * * * * * * * * * * * * * * *
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
โทร. 02-990-0331
http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ
2202511418
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 22 ก.พ. 51 เวลา 14:17:34 IP: 124.121.138.xxx
คำตอบที่ 14

ดีเดย์ 20 พ.ค. 51 จับกุมทันที ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ
พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.นี้เป็นต้นไป กฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถมีผลบังคับใช้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายทันที ยกเว้นจะใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อบังคับใช้กฎหมายใหม่ ระหว่างวันที่ 8-19 พ.ค. เจ้าหน้าที่จะว่ากล่าวตักเตือนก่อน และวันที่ 20 พ.ค.เป็นต้นไป ผู้ฝ่าฝืนจะถูกจับกุมและออกใบสั่ง มีโทษปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวกรณีการใช้โทรศัพท์มือถือขณะรถติดสัญญาณไฟแดง ว่าเป็นความผิดด้วยเช่นกัน เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการขับรถ แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือ จะต้องจอดรถบริเวณไหล่ทาง หรือให้บุคคลอื่นที่โดยสารมาด้วยกันรับโทรศัพท์แทน
* * * * * * * * * * * * * * * * *
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
โทร. 02-990-0331
http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ
0305512100
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 3 พ.ค. 51 เวลา 21:01:34 IP: 124.121.141.xxx
คำตอบที่ 15
หลายเทคนิคเลี่ยงถูกจับ ไม่ใช่แค่
"ไม่ถือ"...... แล้วจะไม่ผิด
จากที่กฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถที่มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา หลายคนยังคงสงสัยติดใจว่าแบบไหนเรียกว่าโทรฯขณะขับรถ แม้จะมีกฎหมายนี้ออกมาใช้กว่า 40 ประเทศทั่วโลก แต่สำหรับประเทศไทยถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่หลายคนยังไม่ค่อยเข้าใจกันนัก เพราะคนใช้รถใช้ถนนในปัจจุบันมีพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ที่หลากหลายและแตกต่างกัน ซึ่งบางคนอาจยังเข้าใจว่าบางอย่างสามารถทำได้ไม่ถูกจับ
กฎหมายดังกล่าว ได้ระบุข้อความ เพิ่มข้อห้ามสำหรับการขับรถ ในพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43 ว่าห้ามขับรถในขณะที่ใช้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เว้นแต่การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา โดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น และมีโทษปรับตามมาตรา 157 ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท ซึ่งหากพิจารณาตามข้อกฎหมายแล้ว มีเรื่องที่จะต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายการกระทำผิดในข้อหานี้ใน 4 ประเด็นด้วยกัน คือ ประเด็นแรก
1.การใช้โทรศัพท์ ในการตีความพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือตามกฎหมายนี้ จะครอบคลุมทั้งการสนทนา กดหมายเลขเพื่อโทรฯออก กดรับโทรศัพท์ ฟังเพลง เล่นเกม ดูข้อความ รับ-ส่งข้อความ พิมพ์ข้อความ ดูภาพ ถือเป็นการใช้โทรศัพท์ทั้งสิ้น ซึ่งครอบคลุมการใช้งานโทรศัพท์ในทุก ๆ กิจกรรมที่โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถทำงานได้
2.การใช้โทรศัพท์ในขณะขับรถ คือเป็นการใช้โทรศัพท์ตามพฤติกรรมในข้อ 1.ในขณะที่ผู้ขับขี่อยู่หลังพวงมาลัยรถ และรถติดเครื่องอยู่ โดยผู้ขับขี่อยู่ในสภาพที่พร้อมควบคุมและบังคับรถให้เคลื่อนที่ ถือเป็นการขับรถ ดังนั้นแม้รถจะหยุดอยู่ที่ทางแยก หรือรถติดหยุดนิ่ง ก็ถือว่าอยู่ในภาวะขับรถ แม้รถจอดติดไฟแดง รถติดหยุดนิ่งบนถนนก็ถือเป็นการกระทำในขณะขับรถทั้งสิ้น
3.การใช้โทรศัพท์โดยถือหรือจับ การที่ผู้ขับขี่จะทำผิดตามข้อหา นี้มีประเด็นที่สำคัญคือ ผู้ขับขี่จะต้องถือหรือจับโทรศัพท์ในขณะขับรถ จึงถือเป็นความผิด หากเพียงแต่เปิดลำโพง (สปีคเกอร์ โฟน) แล้ววางโทรศัพท์ไว้ข้าง ๆ ขณะสนทนา หรือเปิดเพลงจากลำโพง แล้ววางโทรศัพท์ไว้ โดยไม่ได้ถือหรือจับโทรศัพท์ ก็ไม่ถือว่าครบองค์ประกอบในการทำผิดตาม ข้อหานี้
4. คือ กฎหมายยกเว้นเฉพาะการใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา การให้ความหมายของคำว่าอุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา ปัจจุบันมีการใช้อย่างแพร่หลาย คือ แฮนด์ฟรี ชนิดเป็นสายยาวและมีไมค์เล็ก ๆ สำหรับการสนทนา หรืออุปกรณ์บลูทูธ หูฟังสำหรับการสนทนา ซึ่งในเรื่องนี้ตำรวจแนะนำว่า การใช้แฮนด์ฟรี ควรใช้แบบเสียบหูข้างเดียว เพื่อให้สามารถฟังเสียงสภาพแวดล้อมบนถนนในขณะขับรถด้วย เช่น เสียงแตร เสียงสัญญาณรถกู้ภัย ต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งผู้ขับขี่ จำเป็นต้องทราบสภาพแวดล้อมในการขับขี่เพื่อจะได้ขับรถได้อย่างถูกต้องปลอดภัย
ดังนั้นข้อโต้แย้ง กรณีที่จะให้ผู้ที่นั่งข้าง ๆ กดหมายเลขโทรศัพท์ให้ และยื่นโทรศัพท์แนบหูคนขับในขณะขับรถ ก็ถือว่าไม่ใช่ลักษณะของการใช้อุปกรณ์เสริมที่จะเข้าเกณฑ์ยกเว้นตามกฎหมายนี้ หรือการที่ผู้ขับรถใช้ศีรษะแนบโทรศัพท์ไว้กับไหล่ ก็ไม่ถือเป็นการใช้อุปกรณ์เสริมด้วยเช่นกัน รวมทั้งกรณีของผู้ที่ขี่รถจักรยานยนต์ที่เอาโทรศัพท์สอดไว้ระหว่างหูกับหมวกกันน็อก ก็ไม่ถือเป็นอุปกรณ์เสริมที่จะได้รับการยกเว้น หากทำพฤติกรรมดังนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถจับกุมได้ถือว่าทำผิดกฎหมาย
การที่จะทำผิดตามข้อหานี้ จะต้องครบองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อคือ ใช้โทรศัพท์ในขณะขับรถ และจับหรือถือโทรศัพท์นั้น โดยไม่ได้ใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา ก็ถือเป็นความผิดมีสิทธิโดนใบสั่ง ต้องเสียค่าปรับ ตั้งแต่ 400-1,000 บาท ต่อการกระทำความผิดแต่ละครั้ง
พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ดูแลงานจราจร กล่าวว่า ยังมีประชาชนที่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้อีกหลายกรณี เช่น หากใช้โทรศัพท์โทรฯแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายจะผิดหรือไม่ ซึ่งหากตีความตามกฎหมายที่ประกาศใช้นี้ไม่ถือเป็นข้อยกเว้นเนื่องจากกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ แต่หากจะเทียบเคียงกับกฎหมายในประเทศอังกฤษ ได้ระบุถึงการแจ้งเหตุที่จะเข้าข่ายยกเว้นก็ต่อเมื่อเป็นการโทรฯแจ้งเหตุที่เกิดกับตัวผู้ขับเองในขณะที่ตกอยู่ในภาวะอันตรายซึ่งไม่สามารถจอดรถได้ในขณะนั้น ซึ่งต้องเป็นเหตุด่วนเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวคนขับ ไม่ใช่พบเห็นรถอื่นเกิดอุบัติเหตุแล้วโทรฯแจ้ง หรือโทรฯแจ้งป้ายล้ม ไฟดับ น้ำท่วม แบบนี้จะไม่เข้าข่ายยกเว้น แต่ในข้อหานี้การบังคับใช้ของเจ้าหน้าที่ก็สามารถใช้ดุลพินิจในการว่ากล่าวตักเตือนได้ นอกจากนี้ยังมีคนสอบถามมาว่าถ้าใช้วิทยุในรถ เช่น รถกู้ภัย รถแท็กซี่ จะถือว่าเป็นการใช้โทรศัพท์ในขณะขับรถด้วยหรือไม่นั้น การใช้วิทยุสื่อสาร ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ วิทยุเป็นเครื่องมือสนทนาที่ผู้พูดและผู้ฟังจะต้องคุยกันคนละช่วงเวลา ไม่สามารถสื่อสารโต้ตอบกันในเวลาเดียวเหมือนเช่นโทรศัพท์มือถือ การใช้วิทยุจึงไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมายนี้
อย่างไรก็ตามอยากให้ประชาชนทำความเข้าใจกับกฎหมาย ไม่อยากให้มองว่าเรื่องนี้เป็นการจ้องจับผิดผู้ที่ใช้โทรศัพท์ แต่อยากให้ตระหนักถึงผลที่อาจเกิดขึ้นจากการเสียสมาธิในการขับรถ เกิดความเสียหายต่อผู้ที่ขับขี่ ผู้โดยสารมาด้วยและผู้ร่วมทาง คนใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ ที่ต้องเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุไปด้วย ซึ่งการจับกุมของเจ้าหน้าที่ก็ใช้วิธีการจับแบบที่มองเห็นการทำผิดซึ่งหน้า เหมือนกับการจับกุมผู้ขับรถฝ่าไฟแดง และหากไม่ยอมรับผิดยังมี ข้อโต้แย้งถกเถียง ก็ให้นำตัวผู้กระทำผิดไปพบพนักงานสอบสวน ซึ่งการทำผิดในข้อหานี้เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ไม่ยาก เพราะมีหลักฐานการโทรฯ ที่เช็กได้ทั้งจากโทรศัพท์และซิมการ์ด
ในเรื่องนี้ยังคงมีปัญหาและข้อสงสัยในกรณีต่าง ๆ อีกมาก เพราะเทคโนโลยีพัฒนาก้าวไกลไปทุกวัน ...แต่สิ่งสำคัญ ก็คือทำอย่างไรให้การขับรถเกิดความปลอดภัยที่สุด แม้จะรู้ แม้จะขับกันจนชินแล้ว แต่ทุกคนก็ยังมีโอกาสประสบอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ ...ป้องกันไว้ก่อนเป็นหนทางที่ดีที่สุด ทั้งเพื่อตัวเองและคนส่วนรวม.
* * * * * * * * * * * * * * * * *
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
โทร. 02-990-0331
http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ
1205511258
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 12 พ.ค. 51 เวลา 13:02:34 IP: 124.121.135.xxx
คำตอบที่ 16

"ไม่ถือ ไม่โทร. ไม่ขับ" โหมโรงจับจริง 20 พ.ค.51
กฎหมายโทร.ไม่ขับ แม้ขณะรถติดไฟแดงก็ไม่สามารถพูดคุยมือถือได้ ขีดเส้น 20 พ.ค.เป็นต้นไป ขาเม้าท์ ขาจ้อโทร.ไม่หยุด อดเท่ เพราะตำรวจจับจริง แต่ช่วงนี้ถึง19 พ.ค. ถ้าตำรวจพบเจอซึ่งหน้าจะตักเตือนไปก่อน เพื่อเป็นการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน การจราจรคล่องตัวมากขึ้น ขอความร่วมมือทุกคนพร้อมใจกันปฏิบัติตามกฎหมายห้ามโทร.ขณะขับ อย่างเคร่งครัด ดั่งเช่นต่างประเทศปฏิบัติกันมานานและเกิดผลดีตามมามากมาย
แรกเริ่มเดิมทีสำหรับข้อกฎหมายนี้ได้เกิดขึ้นจากการอ้างสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในหลายๆ ประเทศเป็นตัววัด โดยกฎหมายที่ว่านี้ประเทศในแถบเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฯลฯ ต่างก็มีใช้บังคับกันตั้งนานแล้ว และผลสถิติที่ได้ก็เห็นได้ชัดเจนว่า ทันทีที่กฎหมายนี้ได้มีผลใช้บังคับ สถิติการเกิดอุบัติเหตุในประเทศนั้นๆ ต่างก็ลดลงได้รวดเร็ว ทั้งนี้เป็นเพราะการใช้งานโทรศัพท์มือถือในขณะขับรถนั้นจะทำให้ความสนใจและการตอบสนองสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นในการขับรถลดลง โดยเฉพาะเรื่องของการมองเห็นจะถูกสมาธิจากการใช้โทรศัพท์แบ่งไปครึ่งหนึ่ง ทำให้สมาธิการขับขี่เหลือเพียงครึ่งเดียว ซึ่งบางครั้งก็อาจจะทำให้มองไม่เห็นสัญญาณไฟจราจร หรือมีการเบรกที่ช้าลง รวมถึงการเร่งความเร็วขณะขับรถก็ช้าตามไปด้วย
สำหรับประเทศไทยนั้น แม้กฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็เป็นเพียงการตักเตือนจากเจ้าหน้าที่เท่านั้น โดยการลงโทษอย่างจริงจังนั้นจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค.เป็นต้นไป ทั้งการปรับเงิน การตัดแต้มหรือทั้งสองอย่าง โดยแค่ก้าวแรกของการใช้ข้อกฎหมายนี้ก็ได้เกิดปัญหาขึ้นเสียแล้ว เมื่อกล้องถ่ายรูปดิจิตอลพยานปากเอกสำหรับชี้ตัวผู้กระทำผิดมีไม่เพียงพอกับทุกๆ ท้องที่ จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำงานอย่างยากลำบาก ทั้งยังเจอข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นสารพัด ทั้ง ?ยกขึ้นมาดูเฉยๆ ไม่ได้โทร? ?ยังไม่รู้ข้อกฎหมาย? ?มีเรื่องด่วน จำเป็นที่ต้องใช้โทรศัพท์? เป็นต้น
แม้ว่าข้อกฎหมายจะมีข้อละเว้นในเรื่องของการใช้อุปกรณ์เสริม แต่ก็ยังไม่วายเป็นปัญหาขึ้นมาอีกจนได้ เมื่อประชาชนส่วนหนึ่งมักจะอ้างว่า ?โทรศัพท์รุ่นเก่าหาซื้ออุปกรณ์เสริมไม่ได้บ้าง? ?ยังไม่ชินกับการใช้อุปกรณ์เสริมบ้าง? หรือ?อุปกรณ์เสริมชำรุดบ้าง? ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจจะเป็นเพียงระยะแรกที่พอจะอะลุ่มอล่วยให้อภัยกันได้ แต่เมื่อผ่านวันที่ 20 พ.ค.นี้ไปแล้ว ก็คงจะต้องเจอกับความเด็ดขาดของกฎหมายที่ข้ออ้างต่างๆ เหล่านี้จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป (บ้านเมืองอื่นกว่า 40 ประเทศยังทำกันมาได้ตั้งนาน แล้วทำไมเราถึงจะทำในสิ่งที่ดีๆ ตามแบบเขาไม่ได้บ้าง)
และที่ได้กล่าวในข้างต้นว่าเจ้าหน้าที่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดีนั้นคงจะไม่ผิดนัก เพราะหากดูจากสถิติในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ายอดผู้ที่ถูกเรียกมากล่าวตักเตือนลดลง โดยในวันแรก (8 พ.ค.) มีผู้ถูกตักเตือนทั้งหมด 262 คน วันที่ 9 พ.ค. มีผู้ถูกเตือนทั้งหมด 207 คน วันที่ 10 พ.ค. มีผู้ถูกเตือนทั้งหมด 138 คน แต่ก็ยังคงปรากฏปัญหาเดิมๆ ซ้ำซากในทุกๆ วัน เช่น ผู้กระทำผิดไม่ยอมรับความผิด หรือรถติดฟิล์มดำทำให้ยากแก่การมองผู้กระทำผิด หรือไม่มีอุปกรณ์บันทึกภาพ เป็นต้น อีกทั้งการที่ยอดจำหน่ายอุปกรณ์เสริม (Small talk, Bluetooth) เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ได้แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีต่อข้อกฎหมายนี้
โทรศัพท์มือถือ เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตด้านการสื่อสาร จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ประหนึ่ง ?ขาดเธอฉันตายแน่? แต่หากเรารู้จักใช้ให้ถูกเวลาและรู้จักใช้ให้เป็นก็จะสร้างประโยชน์ให้แก่เราได้อย่างมหาศาล
* * * * * * * * * * * * * * * * *
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
โทร. 02-990-0331
http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ
1405511757
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
เมื่อ 14 พ.ค. 51 เวลา 18:02:07 IP: 124.121.143.xxx
คำตอบที่ 17
การเลือกซื้อและใช้งานอุปกรณ์เสริมก็มีหลายแบบหลายอย่าง เห็นที่เพื่อนๆ ใช้งานกันมีหลายรูปแบบ ซึ่งอาจมีข้อคุณ/โทษสมบัติบางอย่างที่ถูกละเลยไป โดยมุ่งไปที่ความเท่ห์ ความสวยงาม ราคาของอุปกรณ์ที่ถูกใจ จนกระทั่งไม่ได้คำนึงถึงความความเหมาะสมของการใช้งาน ในฐานะคนที่ใช้อุปกรณ์เสริมมาอย่างยาวนานกว่า ๑๐ ปี
ขออนุญาตนำเสนอแนวทางการเลือกซื้อหูฟัง(ที่บริษัทผู้จำหน่าย ร้านค้าไม่ยอมให้ทดลองความได้นานพอที่จะรู้ความเหมาะสมหรือไม่) ถ้ามีความรู้และเงินในกระเป๋าหรือในบัตรจำกัดควรพิจารณา ดังนี้
๑. ยังไม่หูฟังรุ่นไหนที่เหมาะสมกับการใช้งานในทุกสถานะการณ์ ในการคุยนานๆ
๒. การใช้งานอาจต้องเลือกให้เข้ากับคุณสมบัติของเครื่องโทรศัพท์เพื่อการใช้งานได้ประสิทธิภาพตามที่อ้างไว้ ซึ่งจะเป็นส่วนกำหนดราคาโดยรวม กำหนดความคุ้มค่าในการซื้อใช้งาน
๓. แบบสำหรับใช้รถยนต์(ที่มีราคาสูงไปกว่าแบบใช้งานทั่วไป) จะมีความเหมาะสม ที่อาจช่วยให้ไม่ต้องตะโกนใส่กัน เหมาะกับการจะใช้โทรศัพท์ในรถ หรือท้องถนนที่มีเสียงอึกทึก หรือมีเสียงดังในระดับสูงแทบตลอดเวลา แต่ไม่เหมาะกับการใช้งานในที่เงียบเป็นเวลานานๆ หรือเสียงดังระดับสูงที่นานๆ จะดังสักครั้งหนึ่ง เพราะจะทำให้รู้สึกว่าเสียงดังเกินไปจนถึงกับปวดหูหรือทำให้สูญเสียการได้ยิน
๔. แบบใช้งานทั่วไปเหมาะกับเสียงที่ไม่ดังจนเกินไป จะไม่เหมาะกับการใช้งานในรถยนต์ หรือสถานที่มีเสียงดังต่อเนื่อง เพราะเสียงอาจไม่ปรับได้ดังพอจะเอาชนะเสียงเครื่องยนต์หรือในโรงงานได้ และยังไม่กับการใช้งานในที่เงียบสงัดในเวลานานๆ
๕. ถ้าเพื่อความปลอดภัยควรใช้ในระยะเวลาสั้นๆ เท่าที่จำเป็นเพื่อจะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับความทุกข์ที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่มากก็น้อย
๖. การใช้งานเป็นเวลานานๆ อาจรบกวนสมาธิในการทำกิจกรรมอื่นไปด้วย แม้ว่าอยู่ไม่ได้ขับขี่รถ อาจทำให้สูญเสียคนรัก(ไม่กล้ารักเพราะกลัวว่าจะตายเร็ว หรือเจ็บไข้ได้ป่วย จนเป็นภาระของคนในบ้านและเพื่อฝูง)
ผมนับถือเป็นอย่างยิ่งในความพยายามอย่างต่อเนื่องของพ่อ แม่ และญาติๆ กระทรวงศึกษาธิการ สภากาชาดไทย มหาวิทยาลัยพระจุลจอมเกล้าพระนครเหนือ เครือข่ายเด็ก มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยมหิดล กระทรวงสาธารณสุข พรรคพลังใหม่ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย พันโทต่อพงษ์ กุลครรชิต อาจารย์ณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ คุณครูพวงแก้ว กิจธรรม พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ เครือข่ายวิยุชุมชน ชมรมคนพิการนครสวรรค์ ชมรมคนหูหนวกนครสวรรค์ ชมรมคนตาบอดนครสวรรค์ ชมรมคนพิการตาคลี DPI-TH DPI-AP JICA เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค สื่อมวลชนทุกสาขา เครือข่ายผู้หญิง และเครือข่ายคนพิการ ที่เป็นห่วงใยเพื่อนพ้องน้องพี่ญาติมิตรที่ใช้โทรศัพท์มือถือ ที่ มพพท โดยให้ข้อคิดเป็นอย่างดียิ่งสำหรับผม
ซึ่งผมต้องขอกราบขอบพระคุณและขออภัยต่อทุกท่านที่ห่วงใยในทุกกรณี ทุ่มเทกายใจเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขโดยให้โอกาสแก่ผมมาโดยตลอด ณ โอกาสนี้ครับ
ผมหวังว่าจะได้รับการอภัยโทษจากผู้เสียหายทุกท่านซึ่งมากมากเหลือคณานับได้จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพ่อแม่ ครูอาจารย์ ญาติสนิท มิตรสหาย และคนใกล้ชิดทุกท่าน
ข้าพเจ้านายเสริมกิจ สรวงวัฒนา
๑๗ มีนาคม ๒๕๕๑
คนพิการทางการสื่อสารตัวจริงเสียงจริง(ทั้งที่หูยังได้ยิน ตายังมองเห็น)ตั้งแต่เด็กจริงๆ ครับ
กราบขออภัยมาต่อทุกท่านและขอบพระคุณทุกพระองค์ทุกท่านมาอีกครั้งด้วยใจรับอย่างแท้จริง
ยิ้มได้อย่างเต็มที่และสบายใจได้แล้วครับ
จากกระบวนการเยียวยาทางสังคมอย่างบูรณาการที่ผมเรียกหามาหลายปี ผมรู้สึกว่ามีกระบวนการที่ยิ่งใหญ่ดูแลผมอยู่แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก
หากมีสิ่งใดที่ผมสามารถจะทำเพื่อสังคมได้ขอได้ให้ผมได้มีโอกาสในการับใช้เพื่อสร้างความเข้าใจและมิตรไมตรีอันดีในชุมชน สังคม ประเทศไทย และโลกของเราต่อไปครับ
จากคุณ เสริมกิจ สรวงวัฒนา
เมื่อ 17 พ.ค. 51 เวลา 01:37:18 IP: 61.19.65.xxx
คำตอบที่ 18
คุณแม่ใช้มือถือระหว่างท้อง ลูกน้อยเสี่ยงมีปัญหาพฤติกรรม.....21 พฤษภาคม 2551
เดลิเมล์ ? ผลศึกษาพบการใช้โทรศัพท์มือถือขณะตั้งครรภ์เพียงวันละ 2-3 ครั้ง มีแนวโน้มทำให้ลูกที่คลอดออกมามีปัญหาพฤติกรรม เช่น สมาธิสั้น หรือปัญหาทางอารมณ์ นอกจากนี้ นักวิจัยยังแนะนำไม่ให้พ่อแม่ปล่อยลูกใช้โทรศัพท์มือถือก่อนอายุ 7 ขวบ
นับเป็นงานวิจัยชิ้นล่าสุดที่สะท้อนความกังวลว่าอุปกรณ์สื่อสารไร้สายชนิดนี้อาจมีผลต่อสุขภาพ รวมถึงเป็นคำเตือนใหม่สำหรับว่าที่คุณแม่ นอกเหนือจากเรื่องการดื่ม สูบบุหรี่ สัมผัสยาฆ่าแมลง อาหารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ และความเครียด
งานวิจัยนี้ยังเป็นการติดตามผลการศึกษาขององค์กรติดตามตรวจสอบด้านการแพร่กระจายรังสีของรัสเซีย ที่ระบุว่าอันตรายจากโทรศัพท์มือถือที่มีต่อสุขภาพของเด็กไม่ได้น้อยไปกว่าอันตรายจากบุหรี่หรือเหล้าเลย
สำนักงานปกป้องสุขอนามัยของอังกฤษกล่าวว่า ผลการศึกษานี้เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมาย และตอกย้ำความจำเป็นในการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ดี ไม่มีการออกคำเตือนให้สตรีมีครรภ์เลิกใช้อุปกรณ์สื่อสารชนิดนี้แต่อย่างใด โดยโฆษกของสำนักงานแจงว่า จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป และอาจมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดผลเช่นนี้ อย่างไรก็ดี ผู้ปกครองไม่ควรปล่อยให้เด็กใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไป
ในรายงานซึ่งถือเป็นการศึกษาแง่มุมนี้ครั้งแรก และครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่า 13,000 คนนั้น พบว่าผู้หญิงที่ใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างตั้งครรภ์มีแนวโน้มถึง 54% ที่จะรายงานว่าลูกมีปัญหาพฤติกรรม ซึ่งรวมถึงอาการสมาธิสั้น ปัญหาด้านอารมณ์และความสัมพันธ์
นอกจากนั้น เด็กที่แม่ใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างตั้งท้อง และตัวเด็กเองใช้อุปกรณ์นี้ก่อนอายุ 7 ขวบ มีแนวโน้มมากขึ้นถึง 80% ที่จะมีปัญหาพฤติกรรม ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่เคยใช้โทรศัพท์มือถือเลย
เด็กเหล่านี้มีความเสี่ยงมากขึ้น 25% ที่จะมีปัญหาด้านอารมณ์, 24% สำหรับปัญหาในการเข้ากับเด็กอื่น, 35% สมาธิสั้น และ 49% ในส่วนปัญหาด้านพฤติกรรมอื่นๆ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้โทรศัพท์และการได้รับรังสี
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าผลการศึกษานี้มีความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากหนึ่งในผู้จัดทำรายงานเป็นผู้ที่เคยข้องใจคำกล่าวอ้างที่ว่าโทรศัพท์มือถือมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ
ก่อนหน้านี้ ศาสตราจารย์ลีกา ไคเฟตส์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, ลอสแองเจลีส เคยจัดทำเอกสารระบุว่าไม่พบหลักฐานพิสูจน์ว่าอุปกรณ์ชนิดนี้ส่งผลลบต่อสุขภาพ
แต่ล่าสุด ศาสตราจารย์ไคเฟตส์และผู้ร่วมจัดทำรายงานอีกสามคนสรุปว่ามีหลักฐานบ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างโทรศัพท์มือถือกับปัญหาพฤติกรรม แต่สำทับว่า อาจมีคำอธิบายที่เป็นไปได้อื่นๆ ในเรื่องนี้ ซึ่งรวมถึงการที่แม่ที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นประจำระหว่างท้อง อาจยังคงพฤติกรรมนี้หลังคลอดจึงมีเวลาให้ลูกน้อย
นอกจากนั้น แม้เชื่อกันว่า รังสีจากโทรศัพท์มือถือสามารถทะลุทะลวงเข้าสู่ผิวหนังในระดับความลึกเพียง 1-2 เซนติเมตรจึงไม่สามารถเข้าถึงทารกในครรภ์ได้ กระนั้น การศึกษาในอดีตพบว่า รังสีดังกล่าวอาจส่งผลต่อระดับเมลาโทนิน หรือฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับที่แม่ถ่ายทอดผ่านรกไปยังทารกน้อยในครรภ์
อนึ่ง งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งจัดทำโดยทีมนักวิจัยของไคเฟตส์และนักวิชาการในอาร์ฮัส เดนมาร์ก จะเผยแพร่ในวารสารการแพทย์เอปิเดไมโอโลจีฉบับเดือนกรกฎาคม
* * * * * * * * * * * * * * * * *
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล
โทร. 02-990-0331
http://www.youtube.com พิมพ์ apdi. หรือ สมาคมคนพิการ
2105511944
ไม่ประสงค์ออกนาม
เมื่อ 21 พ.ค. 51 เวลา 19:45:10 IP: 124.121.138.xxx
คำตอบที่ 19
คำตอบที่ 18
ระบบไม่ขึ้นชื่อตอนตรวจสอบชื่อ.....
พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ
2105511947
จากคุณ พันตรีศิริชัย ทรัพย์ศิริ เมื่อ 21 พ.ค. 51 เวลา 19:47:54 IP: 124.121.138.xxx








